คำประกาศอดอาหารประท้วงในวันที่สองของเดือนมิถุนายน (Thai Translation of LIU XIAOBO’s THE JUNE SECOND HUNGER STRIKE DECLARATION)

คำประกาศอดอาหารประท้วงในวันที่สองของเดือนมิถุนายน

หลิว เสี่ยวโป เขียน

Perry Link ถ่ายทอดเป็นภาษาอังกฤษ

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล แปลเป็นภาษาไทย

กิตติธัช สุมาลย์นพ ตรวจแก้

 

เราประกาศอดอาหารประท้วง เราต่อต้าน เราเรียกร้อง เราสำนึกผิด

เราไม่ได้แสวงหาความตาย แต่เราแสวงหาชีวิตที่แท้จริง

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการปราบปรามอย่างรุนแรงไร้เหตุผลของกองทัพโดยรัฐบาลของหลี่เผิง ปัญญาชนชาวจีนต้องเลิกประเพณีอ่อนน้อมต่อผู้มีอำนาจที่มีมานับพันปี ต่อแต่นี้เราไม่อาจพูดเพียงอย่างเดียวโดยไม่ลงมือทำ เราต้องลงมือต่อต้านกฎอัยการศึก ประกาศวัฒนธรรมการเมืองรูปแบบใหม่ และสำนึกผิดต่อความผิดพลาดที่เราได้ก่อขึ้นจากความอ่อนแออย่างยาวนาน เราทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบต่อความล้าหลังของชาติจีนของเรา

 

  1. เป้าหมายการอดอาหารประท้วงของเรา

 

ขบวนการประชาธิปไตยที่เราเห็นในวันนี้ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์จีน ที่ได้ใช้วิธีการอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช้ความรุนแรง มีเหตุมีผลและสันติมาโดยตลอดในการเรียกร้องเสรีภาพ ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แต่ทว่ารัฐบาลของหลี่เผิงกลับเลือกที่จะเรียกระดมพลทหารนับแสนนายเพื่อปราบปรามนักเรียนนักศึกษาและพลเมืองที่ปราศจากอาวุธ ดังนั้นการอดอาหารประท้วงของเราจึงมิใช่การ “ยื่นคำขอร้องทุกข์” ต่อผู้มีอำนาจ หากแต่เป็นการประท้วงต่อการกระทำของพวกเขา

เราสนับสนุนการเผยแพร่ประชาธิปไตยในประเทศจีนโดยสันติวิธี และต่อต้านการใช้ความรุนแรงไม่ว่าในรูปแบบใด แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่หวั่นกลัวความรุนแรงด้วย วัตถุประสงค์ของเราคือแสดงให้เห็นว่าด้วยสันติวิธีและความตั้งใจที่แข็งแกร่งประดุจเหล็กของประชาชนชาวจีนผู้ต้องการประชาธิปไตย จะโค่นระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยซึ่งค้ำยันด้วยปลายกระบอกปืนและคำโกหกลงได้ในที่สุด การใช้กำลังทหารภายใต้กฎอัยการศึกเข้าปราบปรามนักเรียนนักศึกษาและพลเมืองที่ประท้วงอย่างสันติถือเป็นความโง่เขลาอย่างแทบไม่น่าเชื่อ และได้กลายเป็นบรรทัดฐานอันน่าประณามที่สุดในประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน นำความอับอายมหาศาลมาสู่พรรคคอมมิวนิสต์ รัฐบาลจีน และกองทัพ และได้ทำลายแผน “การปฏิรูปและเปิดประเทศ” ตลอดสิบปีที่ผ่านมาลงไปในครั้งเดียว

 

ประวัติศาสตร์จีนหลายพันปีเต็มไปด้วยเรื่องราวความเกลียดชังระหว่างศัตรูคู่อาฆาตและการใช้ความรุนแรงสู้กับความรุนแรง เมื่อยุคใหม่เริ่มขึ้น “สำนึกความเป็นศัตรู” ก็หยั่งรากลึกในแนวคิดทางการเมืองจีนไปแล้ว และหลังจากชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ในปี ค.ศ. 1949 คำขวัญเช่น “จงถือเอาการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นพื้นฐาน” ก็ได้ผลักดันความรู้สึกเกลียดชัง สำนึกความเป็นศัตรู และการใช้ความรุนแรงต่อสู้กับความรุนแรงซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิมให้สุดขั้วยิ่งขึ้นไปอีก ตัวอย่างของวิธีคิด “การต่อสู้ทางชนชั้น” ที่แสดงให้เห็นชัด ๆ ก็คือกฏอัยการศึกในขณะนี้นั่นเอง เราจึงอดอาหารเพื่อเรียกร้องต่อเพื่อนชาวจีนร่วมชาติของเราเสียแต่บัดนี้ให้ถอยห่างจากสำนึกความเป็นศัตรู ความรู้สึกเกลียดชัง และวัฒนธรรมการเมืองเรื่อง “การต่อสู้ทางชนชั้น” และละทิ้งไปให้หมดในที่สุด เพราะความเกลียดชังรังแต่จะนำมาซึ่งความรุนแรงและระบอบเผด็จการเท่านั้น

เราต้องเริ่มสร้างระบอบประชาธิปไตยในประเทศจีนด้วยจิตวิญญาณของความอดทนอดกลั้นและสำนึกความร่วมมือกัน สังคมประชาธิปไตยไม่อาจสร้างได้จากความเกลียดชังและความเป็นศัตรู แต่สร้างจากการปรึกษาหารือ การถกเถียง และการลงคะแนน ซึ่งดำเนินไปบนพื้นฐานของความเคารพต่อกัน ความอดทนอดกลั้น และความสมัครใจที่จะประนีประนอม หลี่เผิง ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ก่อความผิดพลาดใหญ่หลวงหลายครั้ง เขาสมควรต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดเหล่านี้ตามกระบวนการประชาธิปไตย และจากนั้นก็ควรลาออกไปเสีย กระนั้นหลี่เผิงก็หาใช่ศัตรูไม่ และแม้เขาจะลาออกแล้วเขาก็ยังสมควรมีสิทธิเยี่ยงพลเมืองคนหนึ่ง รวมถึงสิทธิในการสนับสนุนนโยบายที่ผิดพลาดของเขาต่อไปด้วย หากเขาเลือกจะทำเช่นนั้น เราเรียกร้องให้ทุกคน — ทั้งรัฐบาลและสามัญชน — ให้ละทิ้งวัฒนธรรมการเมืองแบบเก่าและโอบรับแบบใหม่ เราเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึกในทันที และเราขอให้ทั้งรัฐบาลและนักเรียนนักศึกษาเปิดโอกาสให้มีการปรึกษาหารือ เจรจา และสนทนาโดยสันติอีกครั้ง เพื่อแก้ปัญหาการเผชิญหน้ากันในขณะนี้

ขบวนการนักเรียนนักศึกษาขณะนี้ได้รับความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ และแรงสนับสนุนจากสังคมจีนทุกภาคส่วนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และการประกาศกฎอัยการศึกษาจะยิ่งช่วยผนึกกำลังสนับสนุนจากทั่วทุกสารทิศนี้ให้เป็นปึกแผ่นยิ่งขึ้น แต่กระนั้นเราก็ต้องตระหนักว่าสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วการสนับสนุนนักเรียนนักศึกษานั้นเกิดจากความเห็นอกเห็นใจธรรมดา ๆ ของมนุษย์และความไม่พอใจรัฐบาล หาได้มาจากจิตสำนึกแบบใหม่คือความรับผิดชอบทางการเมืองของพลเมืองไม่ ด้วยเหตุนี้เราจึงขอเรียกร้องต่อทุกคนในสังคมให้เปลี่ยนบทบาท จากที่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่มีความเห็นอกเห็นใจธรรมดา ๆ มาสู่การเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมทางการเมือง กฎข้อแรกของการเป็นพลเมืองคือหลักความเสมอภาค พลเมืองทุกคนต้องมั่นใจได้ว่าสิทธิทางการเมืองของพวกเขาไม่แตกต่างกับสิทธิทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี กฏข้อที่สองคือพลเมืองไม่ใช่แค่ “รู้สึกเห็นอกเห็นใจ” หรือ “สำนึกถึงความ อยุติธรรม” เท่านั้น เพราะจะเป็นพลเมืองได้ต้องใช้เหตุผลตระหนักว่าตนมีความรับผิดชอบต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วย เราขอเรียกร้องให้พลเมืองร่วมชาติใช้สิทธิของตน มีส่วนร่วมต่อการสร้างระบอบประชาธิปไตย และตระหนักว่าพลเมืองทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการตัดสินใจทางการเมืองต่าง ๆ ของสังคม หากการตัดสินใจเหล่านี้มีเหตุผลและถูกต้องตามกฏหมาย พลเมืองทุกคนก็สมควรได้รับชื่อเสียงร่วมกัน แต่หากการตัดสินใจต่าง ๆ ไร้เหตุผลและผิดกฎหมาย พลเมืองทุกคนก็สมควรแบ่งกันรับคำตำหนิด้วย พลเมืองทุกคนมีหน้าที่โดยกำเนิดที่จะตั้งใจมีส่วนร่วมต่อการเมืองในสังคมของตน เพื่อนชาวจีนร่วมชาติของเราต้องตระหนักว่าในการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนั้นทุก ๆ คนเป็นพลเมืองก่อน แล้วจึงเป็นนักเรียนนักศึกษา อาจารย์ กรรมกร เจ้าพนักงานรัฐ ทหาร หรืออื่น ๆ ทีหลัง

นับพันปีแล้วที่สังคมจีนได้ตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการโค่นล้มราชวงศ์เก่าเพื่อก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการออกไปของผู้นำซึ่งสูญเสียความเชื่อมั่นของประชาชนและมีผู้นำคนใหม่ซึ่งประชาชนเชื่อมั่นขึ้นมาแทนที่นั้นไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะแก้ปัญหาความต้องการทางการเมืองขั้นพื้นฐานของประเทศจีนได้ สิ่งที่เราต้องการนั้นมิใช่ผู้กอบกู้ที่สมบูรณ์แบบ แต่เราต้องการระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ต่างหาก ด้วยเหตุนี้เราจึงขอเรียกร้องให้:

ข้อหนึ่ง ให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระของประชาชนหลาย ๆ องค์กรตลอดทั่วทั้งสังคม ซึ่งจะค่อย ๆ ทำให้พลังทางการเมืองของประชาชนเป็นรูปเป็นร่างขึ้น และกลายเป็นเครื่องคานอำนาจการปกครองของส่วนกลาง เพราะระบบตรวจสอบและถ่วงดุลเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เราควรยอมเห็นมารสิบตนมาทำงานในระบบที่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลดีกว่ายอมเห็นเทพหนึ่งองค์ปฏิบัติงานด้วยอำนาจอาชญาสิทธิ์ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

ข้อสอง ให้มีการค่อย ๆ จัดตั้งระบบถอดถอนเจ้าพนักงานรัฐที่ใช้อำนาจไปในทางมิชอบอย่างร้ายแรง ใครจะได้ตำแหน่งหรือใครจะออกจากตำแหน่งไม่สำคัญเท่ากับการได้หรือออกจากตำแหน่งนั้นมีการตัดสินใจอย่างไร กระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยย่อมเพียงแต่นำไปสู่ระบอบเผด็จการเท่านั้น

ทั้งรัฐบาลและนักเรียนนักศึกษาต่างก็ทำผิดพลาดในระหว่างการเคลื่อนไหวของขบวนการนี้กันทั้งคู่ ด้วยเหตุนี้เราจึงเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายซึ่งกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ได้ทำการย้อนมองตนเองอย่างตรงไปตรงมา

ความผิดพลาดประการสำคัญของรัฐบาลคือการยึดติดกับสำนึก “การต่อสู้ทางชนชั้น” เวลามองนักเรียนนักศึกษาและพลเมืองผู้ประท้วง สำนึกนี้มองว่าผู้ประท้วงเป็นศัตรูและทำให้การเผชิญหน้ากันหนักหน่วงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะทำอย่างนั้นรัฐบาลควรถือว่าการเกิดขบวนการประชาธิปไตยขนาดใหญ่เช่นนี้ขึ้นเป็นบทเรียนราคาแพง รัฐบาลควรหัดฟังสิ่งที่ประชาชนพูด ยอมรับสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญที่จะแสดงออก และเรียนรู้วิธีการปกครองอย่างเป็นประชาธิปไตย ขบวนการประชาธิปไตยนี้สามารถเป็นครูของรัฐบาลช่วยสอนให้เรียนรู้วิธีปกครองสังคมด้วยประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐได้

ความผิดพลาดต่าง ๆ ของนักเรียนนักศึกษานั้นส่วนใหญ่มาจากการปฏิบัติงานภายในองค์กรที่ไม่สมบูรณ์พอของพวกเขาเอง ทั้ง ๆ ที่พวกเขาพยายามก่อสร้างประชาธิปไตยแต่กลับใช้องค์ประกอบอันไม่เป็นประชาธิปไตยขึ้นมาแทน ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีของพวกเขาเป็นประชาธิปไตย แต่การจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจริงไม่เป็นประชาธิปไตย และเป้าหมายของพวกเขาคือประชาธิปไตย ทว่าวิธีการและกระบวนการกลับไม่เป็นประชาธิปไตย การลงแรงสูญเปล่าเพราะการประสานงานไม่ดี ปัญหาเหล่านี้ทำให้นโยบายสับสน การเงินยุ่งเหยิง และสิ้นเปลืองวัสดุอุปกรณ์ การตัดสินใจหลายครั้งเกินไปที่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล และมีการให้ความสำคัญกับสิทธิพิเศษมากเกินไป แทนที่จะสนใจความเสมอภาค

กระนั้นก็ตาม ในที่สุดแล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่าความผิดพลาดของรัฐบาลใหญ่หลวงกว่า การเดิน ขบวนและการอดอาหารประท้วงเป็นวิธีที่ถูกต้องทางกฏหมายและชอบด้วยเหตุผลซึ่งประชาชนใช้เพื่อแสดงเจตจำนงของตนออกมา ยุทธวิธีเช่นนี้ไม่ใช่การ “ก่อความวุ่นวาย” แต่ประการใด

แต่รัฐบาลกลับยึดติดวิธีคิดแบบเผด็จการ เพิกเฉยต่อสิทธิของพลเมืองซึ่งเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ประกาศว่าการกระทำของผู้ประท้วงเป็นการก่อความวุ่นวาย จากความผิดพลาดนี้เองที่ทำให้รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกลายเป็นการกระตุ้นซ้ำๆให้ขบวนการนักเรียนนักศึกษายกระดับการประท้วงของตน และทำให้ความบาดหมางของทั้งสองฝ่ายลึกลงยิ่งขึ้น ความผิดพลาดเหล่านี้ของรัฐบาลต่างหากคือต้นกำเนิดที่แท้จริงของ “ความวุ่นวาย” (เช่นที่เคยเกิดระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาเจ๋อตุง) มีแต่เพียงความอดทนอดกลั้นของนักเรียนนักศึกษา บวกกับเสียงเรียกร้องอย่างแข็งขันจากผู้ที่มีเหตุผลในสังคม (รวมไปถึงคนในพรรค ในรัฐบาล และในกองทัพ) เท่านั้นที่ทำให้เรายังคงหลีกเลี่ยงการนองเลือดครั้งใหญ่ได้จนถึงขณะนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องตระหนักและแก้ไขความผิดพลาดทั้งหลายตั้งแต่บัดนี้ก่อนจะสายเกินแก้

การต่อสู้ของประชาชนชาวจีนเพื่อระบอบประชาธิปไตยในตลอดเวลากว่าร้อยปีมานี้ยังคงอยู่ในระดับทฤษฎีและคำขวัญเสียมาก พวกเขามุ่งแต่เพียงอุดมคติแต่ไม่สนใจวิธีการปฏิบัติจริง มุ่งแต่เพียงเป้าหมายแทนที่จะสนใจวิธีการ แนวทางปฏิบัติ และกระบวนการ ในทัศนะของพวกเราการสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อวิธีการ แนวทาง และกระบวนการกลายเป็นหัวใจสำคัญ เราเรียกร้องขอให้ชาวจีนร่วมชาติละทิ้งประชาธิปไตยแบบที่ป่าวประกาศในคำขวัญ แบบที่มีแต่เพียงเป้าหมาย หรือแบบมโนภาพเชิงอุดมคติง่าย ๆ ไปเสีย แล้วแสวงหาประชาธิปไตยที่มีแนวทาง วิธีการ และกระบวนการแทน แล้วจึงมุ่งไปยังปัญหาเชิงรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริง ปรับขบวนการประชาธิปไตยที่มีศูนย์กลางบนอุดมคติทางทฤษฎีไปสู่ขบวนการที่มีกระบวนการประชาธิปไตยในทางปฏิบัติ นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่เราเรียกร้องให้นักเรียนนักศึกษาทบทวนอีกครั้งถึงวิธีดีกว่านี้ที่พวกเขาจะสร้างประชาธิปไตยขึ้นภายในจตุรัสเทียนอันเหมิน

หนึ่งในความผิดพลาดชัดเจนของรัฐบาลคือการให้ค่าการประท้วงของนักเรียนนักศึกษาว่าเป็น “คนกลุ่มน้อย” เราจึงอดอาหารประท้วงโดยหวังว่าจะทำให้ทั้งจีนและโลกรู้ว่า “คนกลุ่มน้อย” นี้รวมเราอยู่ด้วย เราไม่ใช่นักเรียนนักศึกษา แต่เป็นพลเมืองผู้รู้สึกถึงความรับผิดชอบทางการเมือง และได้เข้าร่วมขบวนการทางสังคมอันไพศาลที่มีนักเรียนนักศึกษาเป็นผู้นำ ทุกสิ่งที่เราทำล้วนมีเหตุผลและถูกต้องตามกฏหมาย เป้าหมายของเราคือใช้ความคิดและการกระทำของเราเพื่อทำให้รัฐบาลได้ไตร่ตรองและสำนึกผิดต่อสิ่งที่กระทำอยู่ การสำนึกผิดดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ในตัวของพนักงานรัฐ ทั้งจากวัฒนธรรมทางการเมือง จากลักษณะนิสัยส่วนตัว หรือจากหลักจริยธรรม ซึ่งการสำนึกผิดเช่นนี้สามารถทำให้รัฐบาลยอมรับความผิดพลาดของตนต่อสาธารณะอีกทั้งแก้ไขได้ ความหวังอีกอย่างหนึ่งของเราคือนักเรียนนักศึกษาจะบริหารจัดการองค์กรของพวกเขาอย่างเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นด้วย

เราต้องยอมรับว่าพลเมืองจีนส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับการบริหารประเทศตามหลักประชาธิปไตย ประชาชนจีนทุกคนรวมถึงผู้นำระดับสูงของพรรคและของรัฐจำเป็นต้องเรียนรู้หลักการเหล่านี้ตั้งแต่ต้น ในระหว่างกระบวนการเรียนรู้นี้จะต้องเกิดข้อผิดพลาดมากมายเกิดขึ้นทั้งในหมู่ประชาชนและข้าราชการ สิ่งสำคัญคือจะต้องมองเห็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้แก้ไขและเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น ๆ ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ ความผิดพลาดก็อาจกลับกลายเป็นเรื่องดี จากการแก้ไขความผิดพลาดอย่างสม่ำเสมอเราจะสามารถเรียนรู้วิธีการปกครองประเทศอย่างเป็นประชาธิปไตยไปทีละขั้น ๆ ได้

 

  1. คติพจน์พื้นฐานของเรา

 

  1. เราไม่มีศัตรู เราจะไม่ให้ความเกลียดชังหรือการใช้ความรุนแรงบ่อนทำลายความคิดของเราหรือเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศจีน
  2. เราต้องทบทวนตนเอง ความล้าหลังของประเทศจีนเป็นความรับผิดชอบของทุกคน
  3. เราเป็นพลเมืองก่อนจะเป็นสถานะอื่นใด
  4. เราไม่ได้แสวงหาความตาย แต่เราแสวงหาชีวิตที่แท้จริง

 

  1. สถานที่ เวลา และกฏของอดอาหารประท้วง

 

  1. สถานที่: ตรงฐานของอนุสาวรีย์วีรชนของประชาชน จัตุรัสเทียนอันเหมิน
  2. เวลา: จากสี่โมงเย็นของวันที่ 2 มิถุนายน จนถึงสี่โมงเย็นของวันที่ 5 มิถุนายน 1989
  3. กฎ: ไม่กินอาหาร ยกเว้นน้ำที่ต้มแล้ว และต้องไม่มีสารอาหารใดๆ (เช่น น้ำตาล แป้ง ไขมัน หรือโปรตีน) ในน้ำ

 

  1. ผู้อดอาหารประท้วง

 

หลิว เสี่ยวโป ดุษฎีบัณฑิตสาขาวรรณคดีจีน อาจารย์ภาควิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยครุศาสตร์ปักกิ่ง

โจว ตัว อดีตอาจารย์สถาบันวิจัยสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนทั่วไปของบริษัทสโตน

โฮ เต๋อเจียน นักแต่งเพลงชื่อดัง

กาว ซิน อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยครุศาสตร์กรุงปักกิ่งรายสัปดาห์ และสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน

 

จดหมายจากคุกเมืองเบอร์มิงแฮม (Thai Translation of Dr.King’s Letter from a Birmingham Jail)

จดหมายจากคุกเมืองเบอร์มิงแฮม

 

โดย ดร.มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์

แปลโดย เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และภวัต อัครพิพัฒนา

ตรวจแก้โดย กิตติธัช สุมาลย์นพ

ดร.มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ เกิดเมื่อปี 1929 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยมอร์เฮาส์ ท่านได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนสอนศาสนารวมโครเซอร์ ในเมืองเชสเตอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย และเป็นหนึ่งในสานุศิษย์ผิวดำหกคนจากนักเรียนหนึ่งร้อยคน ท่านได้เป็นประธานของชั้น และได้รับทุนเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยบอสตัน หลัง ดร.คิง ถูกคุมขังจากการประท้วงอย่างสันติเพื่อต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวที่เมืองเบอร์มิงแฮมในปี 1963 ผู้นำทางศาสนาผิวขาวแปดคนในรัฐแอละแบมาทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์สาธารณะ มีเนื้อหาแสดงความห่วงใยและตักเตือน รวมทั้งไม่เห็นด้วยที่ “คนนอก” อย่าง ดร.คิง มาเป็นผู้นำการประท้วงในพื้นที่ ดร.คิง จึงเขียนจดหมายต่อไปนี้ด้วยลายมือออกมาจากในคุกเพื่อตอบกลับ

 

I

16 เมษายน 1963

มิตรสหายนักบวชที่รัก:

ขณะที่ผมถูกควบคุมตัวอยู่ในคุกเมืองเบอร์มิงแฮมนี้ผมได้เห็นแถลงการณ์ล่าสุดของพวกท่านซึ่งกล่าวว่ากิจกรรมที่เราทำอยู่ในปัจจุบัน “ไม่ฉลาดและไม่ถูกกาลเทศะ” น้อยครั้งหรือแทบไม่มีสักครั้งที่ผมจะหยุดมาเขียนตอบโต้ข้อวิจารณ์ที่มีต่องานและความคิดของผม เพราะถ้าผมพยายามตอบกลับคำวิจารณ์ทั้งหมดที่ผ่านตาแล้วพวกเลขานุการของผมคงเหลือเวลาทำเรื่องอื่น ๆ เพียงเล็กน้อยในแต่ละวันและผมก็จะไม่มีเวลาให้ทำงานสร้างสรรค์ได้เลย แต่เพราะผมสัมผัสได้ว่าพวกท่านเป็นผู้มีเจตนาดีอย่างแท้จริงและคำวิจารณ์ต่าง ๆ ของพวกท่านได้แสดงออกอย่างจริงใจ ผมจึงปรารถนาจะตอบแถลงการณ์ของพวกท่านโดยหวังว่าถ้อยแถลงของผมนั้นจะมีขันติธรรมและมีเหตุผลเพียงพอ

ผมคิดว่าผมควรให้เหตุผลที่มาอยู่ ณ เมืองเบอร์มิงแฮม เพราะพวกท่านโน้มเอียงไปทางคัดค้านการที่ “คนนอกเข้ามาประท้วงในเมือง” ตัวผมได้รับเกียรติให้เป็นประธานที่ประชุมผู้นำคริสเตียนตอนใต้ ซึ่งเป็นองค์กรที่ปฏิบัติงานอยู่ในทุกรัฐตอนใต้ โดยมีสำนักงานใหญ่ที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เรามีองค์กรในเครืออีกประมาณแปดสิบห้าแห่งตลอดทางตอนใต้ หนึ่งในนั้นคือขบวนการคริสเตียนรัฐแอละแบมาเพื่อสิทธิมนุษยชน เราแบ่งปันผู้ปฏิบัติงาน ทรัพยากรทางการศึกษาและทางการเงินกับเครือข่ายของเราทุกครั้งที่จำเป็นและทำได้ เมื่อไม่กี่เดือนก่อนองค์กรเครือข่ายของเราในเมืองเบอร์มิงแฮมนี้เชิญให้เราเตรียมพร้อมเข้าร่วมแผนการประท้วงด้วยสันติวิธีถ้าจำเป็น เราตอบตกลงในทันที และเมื่อถึงเวลาเราก็ทำตามสัญญา ดังนั้นผมจึงมาอยู่ที่นี่พร้อมกับเพื่อนสมาชิกร่วมงานหลายคนเพราะเราได้รับเชิญให้มาที่นี่ ผมมาอยู่ที่นี่เพราะผมมีพันธะผูกพันกับองค์กรที่นี่ตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ผมมาอยู่ที่เมืองเบอร์มิงแฮมเพราะความอยุติธรรมเกิดขึ้นที่นี่ เช่นเดียวกับที่เหล่าผู้เผยพระวจนะเมื่อแปดศตวรรษก่อนคริสตกาลออกจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ของแต่ละคนและนำเอา “พระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้า” ออกมาประกาศไกลเกินเขตแดนบ้านเกิด และเช่นเดียวกับที่เปาโลอัครทูตออกจากหมู่บ้านเล็กของเขาในทาร์ซัส และนำเอาข่าวประเสริฐของพระเยซูไปประกาศยังแทบทุกหมู่บ้านเล็กและเมืองใหญ่ในอาณาจักรกรีก-โรมัน ผมก็ได้รับแรงผลักดันเช่นเดียวกันในการนำเอาข่าวประเสริฐแห่งเสรีภาพไปประกาศให้ไกลกว่าเฉพาะบ้านเกิดของผม เช่นเดียวกับเปาโลอัครทูต ผมต้องตอบรับเสียงเรียกร้องขอความช่วยเหลือของชาวมาซิโดเนียเสมอ

อนึ่ง ผมตระหนักว่าทุกชุมชนและรัฐสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ผมไม่สามารถนั่งเฉย ๆ อยู่ที่เมืองแอตลันตาโดยไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองเบอร์มิงแฮม ความอยุติธรรมไม่ว่าเกิดขึ้นในที่ใดย่อมคุกคามความยุติธรรมในทุกที่ เราติดอยู่ในเครือข่ายของความสัมพันธ์กันที่หลีกหนีไม่ได้ ที่ถักทอเป็นผืนผ้าแห่งชะตากรรมเพียงผืนเดียว ผลกระทบทางตรงต่อผู้ใดย่อมส่งผลกระทบทางอ้อมต่อทั้งหมด เราไม่สามารถอยู่ในกรอบคิด “คนนอกที่เข้ามาปลุกปั่น” อันคับแคบแบบกบในกะลาได้อีก ผู้ที่อาศัยในสหรัฐอเมริกาไม่อาจจัดว่าเป็นคนนอกได้เลย

พวกท่านตำหนิการประท้วงซึ่งเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ที่เมืองเบอร์มิงแฮม แต่ผมเสียใจที่แถลงการณ์ของพวกท่านไม่ได้แสดงความสนใจแบบเดียวกันต่อปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้การประท้วงนี้เกิดขึ้นเลย ผมมั่นใจว่าทุกท่านอยากเป็นมากกว่านักวิเคราะห์สังคมที่ตื้นเขิน ผู้เห็นแต่เพียงผลลัพธ์แต่กลับเข้าไม่ถึงสาเหตุที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ผมไม่ลังเลเลยที่จะบอกว่าโชคร้ายที่มีการประท้วงเช่นที่ว่าเกิดขึ้นในเมืองเบอร์มิงแฮมขณะนี้ แต่ผมก็อยากจะเน้นด้วยว่าโชคร้ายยิ่งกว่าที่โครงสร้างแห่งอำนาจของคนผิวขาวในเมืองนี้ไม่เหลือทางเลือกอื่น ๆ ให้ชุมชนนิโกรอีกเลย

 

II

ในการรณรงค์ด้วยสันติวิธีใด ๆ นั้นมีสี่ขั้นตอนสำคัญ หนึ่งคือการรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อตัดสินว่าความอยุติธรรมดำรงอยู่ในที่นั้นหรือไม่ สองคือการเจรจา สามคือการชำระล้างจิตใจตนให้บริสุทธิ์ และสี่คือการประท้วง เราได้ทำตามขั้นตอนทั้งหมดนี้แล้วที่เมืองเบอร์มิงแฮม และไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงได้เลยว่าความอยุติธรรมทางสีผิวปกคลุมไปทั่วชุมชนแห่งนี้ เมืองเบอร์มิงแฮมน่าจะเป็นเมืองที่มีการแบ่งแยกสีผิวโดยสมบูรณ์ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ประวัติน่ารังเกียจของการกระทำทารุณโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นที่รู้กันในทุกภาคส่วนของประเทศนี้ การปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อนิโกรในศาลคือความจริงที่ฉาวโฉ่ไปทั่ว มีการวางระเบิดบ้านและโบสถ์ของนิโกรแบบจับมือใครดมไม่ได้ในเมืองเบอร์มิงแฮมมากกว่าในเมืองอื่นใดในประเทศนี้ นี่คือข้อเท็จจริงอันโหดร้ายป่าเถื่อนยากเกินจะเชื่อแต่จับต้องได้จริง ด้วยมีข้อเท็จจริงเช่นนี้เป็นพื้นฐานผู้นำนิโกรจึงพยายามเจรจากับผู้นำของเมือง แต่พวกผู้นำทางการเมืองกลับปฏิเสธจะเจรจาอย่างสุจริตใจเสมอมา

แต่แล้วโอกาสก็เข้ามาในช่วงเดือนกันยายนปีก่อนเพื่อให้ได้พูดคุยกับผู้นำทางเศรษฐกิจในชุมชนของเมืองบางคน ในระหว่างการเจรจาพวกผู้ค้าได้ให้สัญญาไว้บางเรื่อง เช่น จะถอดป้ายที่ดูหมิ่นเหยียดหยามสีผิวออกจากร้าน โดยยึดสัญญาเหล่านี้เป็นพื้นฐาน ท่านสาธุคุณเฟร็ด ชัตเทิลสเวิร์ทและเหล่าผู้นำขบวนการคริสเตียนรัฐแอละแบมาเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ตกลงประกาศชะลอการประท้วงในทุกรูปแบบไว้ก่อน เวลาผ่านไปจากหลายสัปดาห์เป็นหลายเดือนเราถึงรู้ว่าถูกหักหลัง ป้ายเหยียดสีผิวยังคงติดอยู่ตามเดิม เช่นเดียวกับที่ประสบมาหลายครั้งในอดีต เราต้องเผชิญกับความหวังที่พังทลาย และเงามืดของความผิดหวังอย่างรุนแรงเข้าเกาะกุมเรา ดังนั้นเราจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเตรียมพร้อมสำหรับการประท้วง โดยเราจะเอาร่างกายของเราเองนี้เป็นเครื่องมือนำเสนอปัญหาของเราต่อหน้ามโนธรรมของทั้งชุมชนท้องถิ่นและระดับชาติ เราตระหนักดีว่าจะต้องมีอุปสรรคมาเกี่ยวข้อง ดังนั้นเราจึงตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการทำจิตใจตนให้บริสุทธิ์ เราเริ่มประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยสันติวิธี และถามตนเองหลาย ๆ ครั้งว่า “เราสามารถทนรับการทุบตีโดยไม่ตอบโต้ได้หรือไม่” และ “เราสามารถทนต่อการทดสอบแสนสาหัสต่าง ๆ ในคุกได้ใช่หรือไม่” เราตัดสินใจกำหนดแผนการประท้วงในช่วงเทศกาลอีสเตอร์เพราะตระหนักว่าช่วงนี้เป็นช่วงจับจ่ายใช้สอยใหญ่ที่สุดของปี จะน้อยกว่าก็เพียงช่วงเทศกาลคริสต์มาสเท่านั้น และเพราะรู้ว่าผลพลอยได้จากการประท้วงคือจะมีแผนการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจตามมา เราจึงรู้สึกว่านี่คือเวลาดีสุดที่จะสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มผู้ค้าเพื่อให้เปลี่ยนแปลงตามที่เราต้องการ แล้วเราก็ฉุกคิดได้ว่าการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองเบอร์มิงแฮมในเดือนมีนาคมใกล้จะมาถึง เราจึงตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะเลื่อนปฏิบัติการออกไปหลังวันเลือกตั้ง เมื่อเราพบว่านายยูจีน “กระทิง” คอนเนอร์ เทศมนตรีด้านความปลอดภัยสาธารณะ ได้คะแนนพอลงแข่งในการเลือกตั้งรอบสองด้วย เราก็ตัดสินใจเลื่อนปฏิบัติการออกไปอีกครั้งเพื่อไม่ให้การประท้วงถูกใช้เป็นเครื่องมือบดบังประเด็นการหาเสียง ณ เวลานี้เราตกลงกันว่าจะเริ่มการชุมนุมอย่างสันติหลังจากวันเลือกตั้งรอบสองผ่านไปแล้ว

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้มุ่งหน้าประท้วงทันทีโดยไร้ความรับผิดชอบ เราเองก็ต้องการเห็นนายคอนเนอร์พ่ายแพ้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงยอมทนเลื่อนการประท้วงออกไปหลายต่อหลายครั้งเพื่อช่วยให้ชุมชนนี้ได้สิ่งที่ต้องการ แต่หลังจากนี้เราก็รู้สึกว่าการประท้วงของเราไม่อาจรีรอต่อไปได้อีก

พวกท่านอาจจะถามก็ได้ว่า “ทำไมต้องประท้วง ทำไมต้องนั่งยึดพื้นที่ ทำไมต้องเดินขบวนและอะไรเยี่ยงนี้ด้วยล่ะ เจรจากันไม่ใช่ทางที่ดีกว่าหรือ” พวกท่านพูดถูกเผงที่เรียกร้องให้เจรจา นี่ล่ะคือเป้าหมายของการประท้วง การประท้วงด้วยสันติวิธีพยายามสร้างวิกฤติเช่นนี้ขึ้นและก่อให้เกิดความตึงเครียดเชิงสร้างสรรค์จนชุมชนที่ปฏิเสธการเจรจามาโดยตลอดต้องถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับปัญหา ยกระดับปัญหาขึ้นให้คนสนใจจนไม่อาจทำเป็นไม่รู้เห็นได้อีก ผมเพิ่งอ้างว่าการสร้างความตึงเครียดเป็นงานส่วนหนึ่งของนักต่อต้านด้วยสันติวิธี นี่ฟังแล้วออกจะน่าตกใจ แต่ผมต้องสารภาพเลยว่าผมไม่กลัวคำว่า “ความตึงเครียด” เลย ผมทั้งเทศน์และทำการคัดค้านความตึงเครียดซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงอย่างจริงจัง แต่ก็มีความตึงเครียดอย่างสันติที่สร้างสรรค์ด้วยซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนา เช่นเดียวกับที่โสกราตีสเห็นว่าจำเป็นต้องสร้างความตึงเครียดในจิตใจเพื่อให้ปัจเจกบุคคลสามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของมายาคติและเรื่องกึ่งจริงกึ่งเท็จไปสู่ดินแดนอิสระเสรีแห่งการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์และการประเมินค่าอย่างยุติธรรมปราศจากอคติ เราก็ต้องเห็นความจำเป็นของผู้ก่อกวนด้วยสันติวิธีเพื่อสร้างความตึงเครียดในสังคมประเภทที่จะช่วยมนุษย์ให้พ้นจากห้วงลึกดำมืดของอคติและการเหยียดผิวขึ้นสู่ยอดสูงสง่างามของความเข้าอกเข้าใจและภราดรภาพระหว่างมนุษย์ ดังนั้นเป้าหมายของประท้วงคือการสร้างสถานการณ์ที่วิกฤติมากพอจนต้องเปิดประตูสู่การเจรจาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเราจึงเห็นด้วยกับพวกท่านที่เรียกร้องให้เจรจา รัฐตอนใต้ที่รักของเราติดหล่มในความพยายามอันน่าเศร้าของการพูดข้างเดียวแทนที่จะเจรจาสองฝ่ายกันมานานเกินไปแล้ว

หนึ่งในประเด็นเบื้องต้นในแถลงการณ์ของพวกท่านคือการกระทำของเราไม่ถูกกาลเทศะ บางคนก็ถามว่า “ทำไมคุณถึงไม่ให้โอกาสผู้บริหารชุดใหม่ได้ทำงานก่อน” คำตอบเดียวที่ผมให้กับคำถามนี้ได้คือผู้บริหารชุดใหม่ต้องได้รับการกระตุ้นมากพอ ๆ กับผู้บริหารชุดเดิมก่อนที่จะเริ่มทำงาน เราจะหลงผิดอย่างน่าเศร้าถ้าเราคิดว่าการเลือกนายอัลเบิร์ต เบาต์เวลล์เป็นนายกเทศมนตรีจะนำสหัสศวรรษใหม่มาสู่เมืองเบอร์มิงแฮม แม้ว่านายเบาต์เวลล์จะพูดเก่งกว่าและสุภาพอ่อนโยนกว่านายคอนเนอร์แต่พวกเขาต่างก็เป็นนักแบ่งแยกสีผิวทั้งคู่ เป็นผู้อุทิศตนทำหน้าที่ธำรงรักษาสถานะเดิมเอาไว้ ความหวังที่ผมเห็นในตัวนายเบาต์เวลล์คือเขาจะมีเหตุผลเพียงพอจะเห็นว่าการออกแรงขนานใหญ่ขัดขืนไม่ยอมเลิกแบ่งแยกสีผิวเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ แต่เขาจะไม่เห็นเช่นนี้จนกว่าจะมีแรงกดดันจากบรรดาผู้อุทิศตัวสนับสนุนสิทธิพลเมือง มิตรสหายเอ๋ย ผมต้องบอกพวกท่านว่าเราไม่อาจบรรลุเป้าหมายอะไรในด้านสิทธิพลเมืองเลยหากปราศจากการกดดันอย่างสันติและถูกต้องตามกฎหมายด้วยความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ประวัติศาสตร์คือเรื่องยาวและน่าเศร้าของข้อเท็จจริงที่ว่ากลุ่มผู้มีอภิสิทธิ์ทางสังคมยากจะยอมสละอภิสิทธิ์ของพวกตนโดยสมัครใจ อาจมีบางคนที่เห็นแสงธรรมและสมัครใจสละสถานะอันอยุติธรรมของพวกเขา แต่ก็อย่างที่ไรน์โฮลด์ นีบัวร์ได้เตือนเราไว้ว่ากลุ่มบุคคลไร้ศีลธรรมกว่าปัจเจกบุคคล

เราเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เจ็บปวดว่าเสรีภาพไม่เคยได้มาเพราะผู้กดขี่สมัครใจให้ แต่ต้องได้มาเพราะผู้ถูกกดขี่เรียกร้อง พูดตามตรง ผมยังไม่เคยเข้าร่วมการเคลื่อนไหวประท้วงที่ “ถูกกาลเทศะ” ตามกำหนดการของผู้ที่ไม่ต้องทนทุกข์โดยไม่สมควรจากโรคร้ายของการแบ่งแยกสีผิวเลย ผมได้ยินคำว่า “รอก่อน” มาหลายปีแล้ว มันลั่นไปในหูของนิโกรทุกผู้นามอย่างคุ้นเคยจนแสบแก้วหู คำว่า “รอก่อน” นี้แปลว่า “ไม่มีวัน” มาแทบจะโดยตลอด มันก็เหมือนยากล่อมประสาททาลิโดไมด์ที่ช่วยปลดเปลื้องความเครียดได้ชั่วขณะ แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ให้กำเนิดเด็กทารกพิการแห่งความผิดหวังท้อแท้เท่านั้น เราต้องมองให้เห็นเหมือนกับที่นักนิติศาสตร์ครั้งเก่าก่อนเห็นว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม” เรารอมาตลอดกว่าสามร้อยกับสี่สิบปีแล้วเพื่อให้ได้สิทธิของเราตามรัฐธรรมนูญและตามที่พระเจ้ามอบให้ ชาติต่าง ๆ ในทวีปเอเชียและแอฟริกาเคลื่อนที่ด้วยความเร็วอย่างเครื่องบินไอพ่นไปสู่เป้าหมายคือเอกราชทางการเมือง แต่เรายังคงคลานช้า ๆ เยี่ยงรถม้าเพื่อไปรับกาแฟสักแก้วที่เคาน์เตอร์อาหารเที่ยง ผมเดาว่าเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ไม่เคยถูกเหล็กไนของการแบ่งแยกสีผิวทิ่มแทงที่จะบอกว่า “รอก่อน” แต่หากพวกท่านได้เห็นฝูงชนบ้าคลั่งอำมหิตใช้ศาลเตี้ยแขวนคอพ่อแม่พวกท่านตามอำเภอใจ จับพี่น้องพวกท่านกดน้ำตายตามอารมณ์ชั่ววูบ หากพวกท่านได้เห็นตำรวจผู้อาฆาตแค้นคนดำสบถ เตะ กระทำทารุณ หรือกระทั่งฆ่าพี่น้องผิวดำของพวกท่านโดยไม่ต้องรับผิด หากพวกท่านเห็นประชากรส่วนใหญ่ไพศาลของพี่น้องนิโกรยี่สิบล้านคนต้องทนหายใจไม่ออกเพราะถูกขังในกรงทึบไร้ช่องอากาศของความยากจนท่ามกลางสังคมที่ร่ำรวย หากพวกท่านจู่ ๆ ก็ลิ้นพันกันและพูดติดอ่างเมื่อพยายามอธิบายให้ลูกสาววัยหกขวบเข้าใจว่าทำไมเธอถึงไปเที่ยวสวนสนุกสาธารณะที่เพิ่งโฆษณาไปทางโทรทัศน์ไม่ได้ เห็นน้ำตาเอ่อล้นในดวงตาคู่น้อย ๆ ของเธอเมื่อได้ยินว่าสวนสนุกนั้นไม่เปิดรับเด็กผิวสี เห็นเมฆอันน่าหดหู่ของความรู้สึกด้อยกว่าเริ่มก่อตัวในท้องฟ้าแห่งจิตใจเธอ และเห็นเธอเริ่มบิดเบือนบุคลิกน้อย ๆ ของเธอให้พัฒนาความขมขื่นต่อคนผิวขาวขึ้นโดยไม่รู้ตัว หากพวกท่านต้องกุเรื่องเพื่อตอบคำถามลูกชายวัยห้าขวบที่ถามด้วยความเวทนาจนน่าเจ็บปวดว่า “พ่อครับ ทำไมคนขาวถึงใจร้ายกับคนผิวสีนักล่ะครับ” หากพวกท่านขับรถข้ามประเทศแล้วพบว่าต้องทนนอนอึดอัดตามซอกมุมในรถคืนแล้วคืนเล่าเพราะไม่มีโรงแรมไหนต้อนรับ หากพวกท่านถูกดูหมิ่นเหยียดหยามวันแล้ววันเล่าโดยป้ายกวนใจที่เขียนว่า “สำหรับคนขาว” และ “สำหรับคนดำ” หากชื่อต้นของพวกท่านกลายเป็น “ไอ้มืด” ชื่อกลางกลายเป็น “ไอ้หนู” (ไม่ว่าพวกท่านจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม) ชื่อสกุลกลายเป็น “จอห์น” ขณะที่เมียและแม่ของพวกท่านไม่มีใครเรียกอย่างเคารพว่า “คุณนาย” หากพวกท่านถูกก่อกวนตอนกลางวันและถูกตามหลอนตอนกลางคืนเพียงเพราะเป็นนิโกร ต้องใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ ระวังตัวตลอดเวลาเพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถูกรังควานโดยความกลัวจากภายในและความขุ่นเคืองจากภายนอก หากพวกท่านต้องต่อสู้กับความรู้สึกเสื่อมคุณค่าว่าตน “เป็นคนไม่สำคัญ” อย่างไม่รู้จบ เมื่อนั้นพวกท่านจะเข้าใจว่าทำไมเรารู้สึกยากจะรอ เวลาที่แก้วแห่งความอดทนอดกลั้นล้นปรี่มาถึงแล้ว และมนุษย์จะไม่ยินยอมถูกผลักตกลงไปในห้วงเหวแห่งความอยุติธรรมที่พวกเขาจะถูกความสิ้นหวังเปล่าเปลี่ยวกัดกร่อนหัวใจอีกต่อไป ผมหวังว่าพวกท่านจะเข้าใจว่าที่เราอดรนทนไม่ไหวนั้นมีเหตุผลสมควรและหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

III

พวกท่านแสดงความกังวลอย่างยิ่งที่เราสมัครใจฝ่าฝืนกฏหมาย ความกังวลนี้สมเหตุสมผลอย่างแน่นอน เพราะเราเองก็ได้สนับสนุนอย่างแข็งขันให้ผู้คนยอมรับคำตัดสินของศาลสูงสุดในปี 1954 ที่ประกาศให้การแบ่งแยกสีผิวในโรงเรียนรัฐผิดกฏหมาย จึงออกจะน่าแปลกและย้อนแย้งที่พบว่าเราตั้งใจละเมิดกฎหมาย คนอาจจะถามก็ได้ว่า “คุณสนับสนุนให้ฝ่าฝืนกฏหมายบางข้อแต่ให้ยอมรับกฏหมายข้ออื่น ๆ ได้อย่างไร” คำตอบก็คือตามข้อเท็จจริงแล้วมีกฏหมายอยู่สองประเภท นั่นคือกฏหมายที่ยุติธรรมและกฎหมายที่อยุติธรรม ผมเห็นด้วยกับนักบุญออกัสตินที่ว่า “กฏหมายที่อยุติธรรมหาใช่กฏหมายไม่”

แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่างกฏหมายทั้งสองประเภทล่ะ เราจะตัดสินใจได้อย่างไรว่ากฏหมายใดยุติธรรมหรืออยุติธรรม กฏหมายที่ยุติธรรมคือกฏที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งสอดคล้องกับกฏทางศีลธรรมหรือกฏของพระเจ้า ส่วนกฏหมายที่อยุติธรรมคือกฏที่ไม่สอดคล้องกับกฎทางศีลธรรม หากอ้างอิงแนวคิดของทอมัส อไควนัส กฏหมายที่อยุติธรรมคือกฏของมนุษย์ที่ไม่ได้มีรากฐานมาจากกฏนิรันดรและกฏธรรมชาติ กฏใดที่ยกระดับสภาพบุคคลของมนุษย์คือกฏที่ยุติธรรม กฏใดที่ลดทอนสภาพบุคคลของมนุษย์คือกฏที่อยุติธรรม ตัวบทกฎหมายที่แบ่งแยกสีผิวทั้งหมดถือว่าอยุติธรรมเพราะการแบ่งแยกสีผิวนั้นบิดเบือนจิตวิญญาณและทำร้ายสภาพบุคคลของมนุษย์ ทำให้ผู้แบ่งแยกหลงคิดว่าตนเองเหนือกว่า และทำให้ผู้ถูกแบ่งแยกหลงคิดว่าตนเองด้อยกว่า หากใช้คำพูดของมาร์ติน บูเบอร์ นักปรัชญาชาวยิวที่ยิ่งใหญ่ การแบ่งแยกสีผิวลดทอนความสัมพันธ์จาก “ฉัน-เธอ” ลงเป็น “ฉัน-มัน” และในที่สุดก็ลดสถานะของบุคคลลงเป็นเพียงสิ่งของ ดังนั้นการแบ่งแยกสีผิวจึงไม่ใช่แค่ไม่ถูกต้องทั้งทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางสังคมแล้ว แต่ยังไม่ถูกต้องทางศีลธรรมและเป็นบาปอีกด้วย พอล ทิลลิคเคยพูดไว้ว่าบาปคือการแบ่งแยก แล้วการแบ่งแยกสีผิวไม่ใช่การแสดงออกถึงการแบ่งแยกอันน่าเศร้า การแสดงออกถึงความบาดหมางอันน่ากลัว และความบาปหนาอันเหลือร้ายหรอกที่ดำรงอยู่ของมนุษย์หรอกหรือ ดังนั้นผมจึงสนับสนุนให้คนยอมรับคำตัดสินปี 1954 ของศาลสูงสุดได้ เพราะคำตัดสินนั้นถูกต้องทางศีลธรรม และผมจึงไม่ยอมรับกฎหมายต่าง ๆ ที่แบ่งแยกสีผิวได้ เพราะกฎหมายเหล่านั้นผิดศีลธรรม

ขอให้เราหันมาดูตัวอย่างของกฏหมายที่ยุติธรรมและอยุติธรรมแบบเป็นรูปธรรมกว่า กฏหมายที่อยุติธรรมคือกฏที่คนส่วนใหญ่บีบบังคับให้คนส่วนน้อยเชื่อฟังโดยไม่ผูกมัดต่อผู้ออกกฎหมายเอง นี่คือความไม่เท่าเทียมที่กฏหมายอนุมัติ ในทางกลับกันกฏหมายที่ยุติธรรมคือกฏที่คนส่วนใหญ่บังคับให้คนส่วนน้อยทำตามโดยที่ผู้ออกกฎหมายเองก็สมัครใจจะทำตามด้วย นี่คือความเท่าเทียมที่กฏหมายอนุมัติ

ขอให้ผมได้อธิบายอีกตัวอย่างหนึ่ง กฏหมายที่อยุติธรรมคือกฏที่บีบบังคับแก่คนส่วนน้อยโดยที่คนส่วนน้อยนั้น ๆ ไม่มีส่วนในการตราหรือสร้างขึ้นมาเพราะพวกเขาถูกกีดกันสิทธิออกเสียงลงคะแนน ใครจะพูดได้ว่าสภานิติบัญญัติรัฐแอละแบมาซึ่งเป็นผู้ตรากฏหมายแบ่งแยกสีผิวต่าง ๆ ขึ้นมานั้นได้รับเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ ในเมื่อตลอดทั้งรัฐแอละแบมามีผู้ใช้วิธีสมคบคิดทุกรูปแบบเพื่อขัดขวางไม่ให้นิโกรลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงได้ และมีบางท้องที่ไม่มีนิโกรแม้แต่คนเดียวได้ลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงแม้ว่านิโกรจะเป็นประชากรส่วนใหญ่ของท้องที่นั้น ๆ ก็ตาม กฎหมายที่ตราขึ้นในสภาพเช่นนี้จะนับได้ว่าตราขึ้นตามกระบวนการประชาธิปไตยจริง ๆ หรือ

นี่เป็นตัวอย่างไม่กี่เรื่องของกฏที่ยุติธรรมและอยุติธรรม มีตัวอย่างอื่น ๆ อีกที่กฎหมายดูจะยุติธรรมเมื่อมองแค่เนื้อหาอย่างผิวเผิน แต่อยุติธรรมเมื่อนำไปใช้ ตัวอย่างเช่น ผมถูกจับกุมเมื่อวันศุกร์ด้วยข้อหาเดินขบวนโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่จริงก็ไม่ผิดอะไรหรอกที่มีกฏหมายให้ขออนุญาตก่อนจะเดินขบวน แต่เมื่อกฏหมายนี้ถูกใช้เพื่อพิทักษ์การแบ่งแยกสีผิวและปฏิเสธไม่ให้พลเมืองมีเอกสิทธิ์ชุมนุมและประท้วงอย่างสันติตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตราที่หนึ่ง กฏหมายนี้ก็กลายเป็นกฏหมายที่อยุติธรรมไป

ผมหวังว่าพวกท่านจะเห็นถึงความแตกต่างที่ผมพยายามชี้ให้เห็น ผมไม่ได้สนับสนุนให้หลีกเลี่ยงหรือท้าทายกฎหมายอย่างที่นักแบ่งแยกสีผิวหัวรุนแรงจะสนับสนุนแต่อย่างใดเลย เพราะนั่นจะนำไปสู่อนาธิปไตย ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายที่อยุติธรรมจะต้องทำอย่างเปิดเผย มีเมตตาจิต (ไม่ใช่ด้วยความเกลียดชังเหมือนที่พวกแม่ ๆ ผิวขาวทำในนิวออร์ลีนส์ เมื่อมีคนเห็นพวกเธอตะโกนว่า “ไอ้มืด ไอ้มืด ไอ้มืด” ออกโทรทัศน์) และต้องสมัครใจรับโทษทัณฑ์ที่ตามมา ผมขอเสนอว่าผู้ฝ่าฝืนกฎหมายที่มโนธรรมบอกเขาว่าอยุติธรรม และสมัครใจรับโทษทัณฑ์แห่งการจองจำจากการฝ่าฝืนกฎหมายนั้น เพื่อกระตุ้นมโนธรรมของชุมชนให้มองเห็นความ อยุติธรรมดังกล่าว คนเช่นนั้นที่จริงแล้วคือผู้ที่แสดงความเคารพต่อกฎหมายอย่างสูงสุด

แน่ล่ะว่าการอารยะขัดขืนประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก ปฏิเสธไม่ยอมรับกฏของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลนเพราะเชื่อในกฏทางศีลธรรมซึ่งใหญ่กว่า การกระทำเช่นนี้คนมองว่าเป็นเรื่องประเสริฐ ชาวคริสเตียนยุคแรก ๆ กระทำอารยะขัดขืนได้อย่างยอดเยี่ยม ยอมเผชิญหน้ากับฝูงสิงโตหิวโหยและยอมขึ้นเขียงรับความทุกข์ทรมานอย่างโหดร้ายดีกว่ายอมรับกฏหมายที่อยุติธรรมบางข้อของจักรวรรดิโรมัน ในระดับหนึ่งแล้ว เสรีภาพทางวิชาการที่เกิดขึ้นจริงได้ในทุกวันนี้ก็เพราะโสกราตีสกระทำอารยะขัดขืนด้วย

เราต้องไม่ลืมว่าทุกสิ่งทิ่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ทำไปในเยอรมนีนั้น “ถูกกฎหมาย” และทุกสิ่งที่นักสู้เพื่อเสรีภาพชาวฮังการีทำไปในฮังการีนั้น ”ผิดกฏหมาย” เพราะการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้ชาวยิวในเยอรมนีใต้การปกครองของฮิตเลอร์นั้น “ผิดกฏหมาย” แต่ผมมั่นใจว่าถ้าผมอยู่ในเยอรมนีขณะนั้นผมจะเข้าช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้พี่น้องชาวยิวอย่างแน่นอนแม้ว่าจะผิดกฏหมายก็ตาม หากวันนี้ผมอาศัยอยู่ในประเทศคอมมิวนิสต์ที่หลักการบางอย่างซึ่งสูงค่ายิ่งต่อชาวคริสต์ถูกสั่งห้าม ผมเชื่อว่าผมจะสนับสนุนให้ฝ่าฝืนกฏหมายต่อต้านศาสนาเหล่านั้นอย่างเปิดเผยอย่างแน่นอน

 

IV

ผมต้องสารภาพตามตรงสองประการกับพวกท่าน พี่น้องชาวคริสต์และชาวยิวของผม ประการแรกผมต้องสารภาพว่าตลอดหลายปีมาผมรู้สึกผิดหวังอย่างแรงกล้าต่อคนผิวขาวฝ่ายเป็นกลาง ผมเกือบจะได้ข้อสรุปที่น่าเศร้าว่าอุปสรรคสำคัญที่ขวางไม่ให้นิโกรก้าวหน้าไปสู่เสรีภาพได้มิใช่สมาชิกสภาพลเมืองผิวขาวหรือสมาชิกกลุ่มคลูคลักซ์แคลนเลย แต่คือคนผิวขาวฝ่ายเป็นกลางผู้ยึดมั่นความสงบเรียบร้อยมากกว่าความยุติธรรม ผู้พอใจกับสันติภาพเชิงลบคือการไม่มีความตึงเครียดมากกว่าสันติภาพเชิงบวกคือการมีความยุติธรรม ผู้พูดเสมอ ๆ ว่า “ฉันเห็นด้วยกับคุณเรื่องเป้าหมายที่คุณแสวงหา แต่ฉันไม่อาจเห็นด้วยกับคุณที่ใช้วิธีประท้วง” ผู้รู้สึกว่าตนเป็นคุณพ่อผู้ประเสริฐที่สามารถวางกำหนดการได้ว่าจะให้เสรีภาพแก่มนุษย์ผู้อื่นได้เมื่อใด ผู้ดำเนินชีวิตตามมายาคติเรื่องกาลเทศะ ผู้แนะนำนิโกรเสมอ ๆ ให้รอจนกว่าจะถึง “เวลาที่เหมาะสมกว่านี้” ความเห็นอกเห็นใจตื้น ๆ จากผู้มีเจตนาดีนั้นน่าผิดหวังเสียยิ่งกว่าความไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงจากผู้มีเจตนาร้าย การยอมรับอย่างเฉยชานั้นน่าสับสนเสียกว่าการปฏิเสธอย่างไม่อ้อมค้อม

ผมหวังว่าคนผิวขาวฝ่ายเป็นกลางจะเข้าใจว่ากฎหมายและระเบียบมีไว้เพื่อสร้างความยุติธรรม หากล้มเหลวในหน้าที่นี้แล้ว กฎหมายและระเบียบก็จะกลายเป็นเหมือนกับเขื่อนที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างลวก ๆ เพื่อขัดขวางกระแสธารแห่งความก้าวหน้าของสังคม ผมหวังว่าคนผิวขาวฝ่ายเป็นกลางจะเข้าใจว่าความตึงเครียดที่ปรากฎอยู่ทางตอนใต้ขณะนี้เป็นขั้นตอนที่จำเป็นของการเปลี่ยนผ่านจากสันติภาพเชิงลบอันน่ารังเกียจที่นิโกรต้องทนรับสภาพอันอยุติธรรมอย่างเชื่อง ๆ สู่สันติภาพที่แท้จริงคือสันติภาพเชิงบวกซึ่งมนุษย์ทุกคนจะเคารพศักดิ์ศรีและเห็นคุณค่าของสภาพบุคคลของเพื่อนมนุษย์ ที่จริงแล้วเราผู้ที่ประท้วงอย่างสันติไม่ใช่ผู้ที่สร้างความตึงเครียด เราเพียงแค่เปิดเผยความตึงเครียดที่มีซ่อนอยู่ออกมาให้เห็นเท่านั้น เราเปิดเผยความตึงเครียดนี้เพื่อให้คนเห็นและจัดการได้ เช่นเดียวกับฝีที่ไม่อาจรักษาได้ตราบใดที่ยังถูกปกปิดอยู่ จำต้องเปิดให้เห็นความน่าเกลียดทั้งปวงต่อสิ่งบำบัดตามธรรมชาติคืออากาศและแสงเพื่อให้หาย ความอยุติธรรมก็จำต้องถูกเปิดโปงไปพร้อมกับความตึงเครียดทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นตามมา เพื่อให้รับแสงแห่งมโนธรรมของมนุษย์และอากาศแห่งมติของชาติก่อนจะรักษาได้

ในแถลงการณ์พวกท่านยังอ้างว่าแม้การกระทำของเราจะสันติแต่ก็ต้องถูกประณามเพราะยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ทว่าการอ้างเช่นนี้ถูกต้องตามตรรกะหรือ ต่างอะไรกับการประณามผู้ถูกปล้นเพราะว่าการที่เขามีเงินยั่วยุให้เกิดการทำชั่วคือการปล้น ต่างอะไรกับการประณามโสกราตีสเพราะความยึดมั่นต่อสัจจะและการตั้งคำถามทางปรัชญาอย่างลึกซึ้งยั่วยุให้ประชาชนผู้หลงผิดบังคับให้เขาดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย ต่างอะไรกับการประณามพระเยซูเพราะความตระหนักรู้ในพระเจ้าที่ไม่เหมือนใครของพระองค์และการอุทิศตนให้แก่พระประสงค์ของพระเจ้าอย่างไม่สิ้นสุดยั่วยุให้เกิดการทำชั่วคือการตรึงกางเขน เราต้องมองให้เห็นเหมือนกับที่ศาลของสหพันธรัฐยืนยันตลอดมาว่าการผลักดันให้ปัจเจกบุคคลล้มเลิกความพยายามที่จะได้มาซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญเพียงเพราะความพยายามนั้นอาจยั่วยุให้เกิดความรุนแรงได้เป็นเรื่องผิดศีลธรรม สังคมต้องปกป้องผู้ถูกปล้นและลงโทษผู้ปล้น

ผมยังหวังด้วยว่าคนผิวขาวฝ่ายเป็นกลางจะปฏิเสธมายาคติเรื่องกาลเทศะในด้านที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เมื่อเช้านี้ผมได้รับจดหมายจากพี่น้องผิวขาวคนหนึ่งในรัฐเทกซัส เขาเขียนว่า “ชาวคริสต์ทุกคนรู้ว่าคนผิวสีจะได้รับสิทธิเท่าเทียมในที่สุด แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่าตอนนี้คุณรีบเร่งเคร่งครัดมากเกินไป ศาสนาคริสต์ต้องใช้เวลาเกือบสองพันปีกว่าจะบรรลุผลมาอยู่จุดนี้ได้ คำสอนของพระเยซูใช้เวลานานกว่าจะมาถึงโลกมนุษย์” ทัศนะเช่นนี้เกิดจากความเข้าใจผิดที่น่าเศร้าในเรื่องเวลา จากความเชื่อไร้เหตุผลอย่างน่าประหลาดที่คิดว่ามีบางอย่างในกระแสธารแห่งเวลาซึ่งจะรักษาโรคทั้งหมดได้เองในที่สุด ที่จริงแล้วเวลาถือว่าเป็นกลาง สามารถใช้เพื่อสร้างสรรค์หรือทำลายก็ได้ ผมเริ่มรู้สึกว่าที่ผ่านมาผู้มีเจตนาร้ายได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพกว่าผู้มีเจตนาดี เราจะต้องสำนึกผิดภายในชั่วอายุนี้ ไม่ใช่แค่กับคำพูดและการกระทำอันน่ารังเกียจของเหล่าคนเลวเท่านั้น แต่กับความเงียบอันน่าใจหายของเหล่าคนดีด้วย เราต้องมองให้เห็นว่าความก้าวหน้าของมนุษย์หาใช่วิ่งไปตามกงล้อแห่งความแน่นอน แต่มาจากความพยายามอย่างไม่ย่อท้อและการทำงานอย่างไม่ลดละของมนุษย์ผู้สมัครใจทำงานร่วมกับพระเจ้า หากปราศจากการทำงานหนักเช่นนี้แล้วเวลาเองเสียอีกที่จะกลายเป็นพันธมิตรของกลุ่มพลังที่ต้องการแช่แข็งสังคม เราต้องใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์โดยตระหนักว่าการทำสิ่งที่ถูกต้องนั้นย่อมถูกกาลเทศะเสมอ บัดนี้ได้เวลาแล้วที่จะทำให้สัญญาเรื่องประชาธิปไตยเป็นจริง และเปลี่ยนเพลงโศกแห่งชาติที่กำลังร้องอยู่ขณะนี้ให้กลายเป็นเพลงสวดสร้างสรรค์สดุดีภราดรภาพ บัดนี้ได้เวลาแล้วที่จะยกระดับนโยบายแห่งชาติของเราขึ้นมาจากทรายดูดแห่งความอยุติธรรมทางสีผิวขึ้นไปไว้บนหินผาอันแข็งแกร่งแห่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

V

พวกท่านได้กล่าวว่ากิจกรรมของเราในเมืองเบอร์มิงแฮมสุดโต่ง ทีแรกผมออกจะผิดหวังที่มิตรสหายนักบวชเห็นความพยายามอย่างสันติของผมว่าเป็นการกระทำของพวกสุดโต่ง ผมเริ่มครุ่นคิดเรื่องข้อเท็จจริงที่ว่าผมยืนอยู่ตรงกลางระหว่างกลุ่มพลังขั้วตรงข้ามกันสองกลุ่มในชุมชนนิโกร กลุ่มพลังแรกคือพวกที่หลงตายใจในสภาพที่เป็นอยู่ ประกอบด้วยนิโกรส่วนหนึ่งผู้สูญเสียความเคารพตนเองและความรู้สึกว่าตน “เป็นคนสำคัญ” ไปอันเป็นผลจากการกดขี่ยาวนานหลายปีจนเคยชินกับการแบ่งแยกสีผิวไป และอีกส่วนหนึ่งมาจากนิโกรชนชั้นกลางจำนวนน้อยนิดผู้มีความมั่นคงทั้งทางการศึกษาและทางเศรษฐกิจในระดับหนึ่งและได้ประโยชน์จากการแบ่งแยกสีผิวในทางใดทางหนึ่งด้วย จนตายด้านต่อปัญหาของมวลชนส่วนใหญ่ไปโดยไม่รู้ตัว อีกกลุ่มพลังหนึ่งคือพวกที่ขมขื่นและเคียดแค้นชิงชังซึ่งเข้าใกล้การสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงอย่างน่ากลัว เห็นได้ชัดในกลุ่มนักชาตินิยมผิวดำหลากหลายกลุ่มซึ่งผุดขึ้นมาทั่วทั้งชาติ กลุ่มใหญ่ที่สุดและคนรู้จักมากที่สุดคือขบวนการมุสลิมของอีไลจาห์ มูฮัมหมัด ขบวนการนี้ถูกหล่อเลี้ยงโดยความผิดหวังในปัจจุบันต่อเรื่องที่การแบ่งแยกสีผิวยังดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง และเกิดขึ้นจากประชาชนผู้สูญเสียศรัทธาต่อสหรัฐอเมริกา ผู้ปฏิเสธคริสตศาสนาอย่างสมบูรณ์และได้ข้อสรุปว่าคนผิวขาวเป็นปีศาจร้ายที่รักษาไม่ได้ ผมพยายามยืนอยู่ระหว่างสองกลุ่มพลังนี้ บอกว่าเราจำไม่เป็นต้องเอาอย่างทั้งการไม่ทำอะไรเลยของพวกที่หลงตายใจในสภาพที่เป็นอยู่และความเคียดแค้นชิงชังและสิ้นหวังของนักชาตินิยมผิวดำ เพราะมีหนทางที่ประเสริฐกว่านั่นคือความรักและการประท้วงอย่างสันติ ผมขอบคุณพระเจ้าที่ประทานแนวทางสันติวิธีมาให้ผ่านทางศาสนจักรของนิโกรจนกลายเป็นส่วนสำคัญของการต่อสู้ของเรา หากปรัชญานี้มิได้บังเกิดขึ้นผมมั่นใจว่าขณะนี้เลือดจะต้องไหลนองท่วมท้องถนนหลาย ๆ เส้นทางตอนใต้ และผมยังมั่นใจด้วยว่าหากพี่น้องผิวขาวของเรามองข้ามเราผู้ใช้ช่องทางประท้วงอย่างสันติว่าเป็น “พวกยั่วยุมวลชน” และเป็น “คนนอกที่เข้ามาปลุกปั่น” และปฏิเสธไม่สนับสนุนความพยายามอย่างสันติของเราแล้ว นิโกรนับล้านชีวิตที่สิ้นหวังคับข้องใจจะหันไปสู่อุดมการณ์ชาตินิยมผิวดำแทนเพื่อแสวงหาสิ่งปลอบใจและความมั่นคง พัฒนาการเช่นนี้จะนำไปสู่ฝันร้ายทางสีผิวที่น่าสะพรึงกลัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประชาชนผู้ถูกกดขี่จะไม่ยินยอมให้กดขี่ตลอดไป ความปรารถนาเสรีภาพจะมาถึงในที่สุด และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับนิโกรชาวอเมริกันแล้ว บางอย่างข้างในได้ย้ำเตือนพวกเขาถึงเสรีภาพที่มีมาแต่กำเนิด และบางอย่างข้างนอกได้ย้ำเตือนพวกเขาว่าเสรีภาพเป็นสิ่งที่บรรลุได้ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามพวกเขาก็ติดไปกับกระแสธารแห่งสิ่งที่ชาวเยอรมันเรียกว่าไซท์ไกสท์ (จิตวิญญาณแห่งยุคสมัย) นิโกรในสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนที่ไปพร้อมกับพี่น้องผิวดำในทวีปแอฟริกา พี่น้องผิวน้ำตาลและผิวเหลืองในทวีปเอเชีย ทวีปอเมริกาใต้ และประเทศแถบทะเลแคริบเบียน ด้วยความรู้สึกเร่งด่วนมหาศาลเพื่อมุ่งสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญาของความยุติธรรมทางสีผิว หากพวกท่านตระหนักถึงแรงผลักดันสำคัญนี้ซึ่งปกคลุมไปทั่วชุมชนนิโกรแล้วพวกท่านก็น่าจะเข้าใจได้ง่ายว่าทำไมถึงมีการเดินขบวนในที่สาธารณะ นิโกรมีความขุ่นเคืองที่กักเก็บไว้และความผิดหวังที่ซ่อนเร้นอยู่ซึ่งจำเป็นต้องปลดปล่อยออกมา ดังนั้นขอให้พวกเขาได้เดินขบวน ให้พวกเขาได้ภาวนาจาริกไปสู่ศาลากลางเมือง ให้พวกเขาได้นั่งรถประจำทางขับเคลื่อนเสรีภาพ และพยายามเข้าใจว่าทำไมพวกเขาต้องกระทำเยี่ยงนี้ หากพวกเขาไม่ปลดปล่อยอารมณ์ที่ข่มไว้ออกไปด้วยแนวทางสันติวิธีเช่นนี้แล้วพวกเขาก็จะแสดงอารมณ์ออกมาในทางร้ายด้วยการใช้ความรุนแรง นี่ไม่ใช่คำขู่แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ดังนั้นผมจึงไม่เคยพูดกับประชาชนของผมว่า “กำจัดความไม่พอใจของพวกท่านเสียเถอะ” แต่พยายามพูดว่าความไม่พอใจเช่นนี้เป็นเรื่องปกติและสมเหตุสมผล ซึ่งสามารถนำมาใช้ระบายออกอย่างสร้างสรรค์ได้ผ่านการประท้วงอย่างสันติ แต่ปัจจุบันแนวทางนี้กลับถูกมองข้ามว่าหาว่าสุดโต่ง ผมต้องยอมรับว่าทีแรกผมรู้สึกผิดหวังที่ถูกเหมารวมเป็นเช่นนั้น

ทว่าเมื่อผมพิจารณาประเด็นนี้ต่อไปแล้ว ผมก็ค่อย ๆ พอใจขึ้นมาทีละน้อยที่ถูกมองว่าสุดโต่ง พระเยซูไม่ทรงสุดโต่งเพื่อความรักหรอกหรือที่ตรัสว่า “จงรักศัตรูของท่าน จงอวยพรแก่ผู้ที่สาปแช่งท่าน จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ปฏิบัติต่อท่านอย่างเหยียดหยามและข่มเหงท่าน” อาโมสไม่สุดโต่งเพื่อความยุติธรรมหรอกหรือที่กล่าวว่า “จงให้ความยุติธรรมหลั่งไหลลงอย่างน้ำ และให้ความชอบธรรมเป็นอย่างลำธารที่ไหลอยู่เป็นนิตย์” เปาโลอัครทูตไม่สุดโต่งเพื่อคำสอนของพระเยซูหรอกหรือที่กล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีรอยประทับตราของพระเยซูเจ้าติดอยู่ที่กายของข้าพเจ้า” มาร์ติน ลูเทอร์ไม่สุดโต่งหรอกหรือที่กล่าวว่า “นี่คือจุดยืนของผม ผมไม่อาจทำอย่างอื่นได้ ขอพระเจ้าช่วยผมด้วยเถิด”  จอห์น บันยันไม่สุดโต่งหรอกหรือที่กล่าวว่า “ผมยอมอยู่ในคุกจนวันสุดท้ายของชีวิตยังดีเสียกว่าให้ผมเย้ยหยันมโนธรรมของตัวเอง” อับราฮัม ลินคอล์นไม่สุดโต่งหรอกหรือที่กล่าวว่า “ชาตินี้ไม่อาจจะอยู่รอดได้ด้วยการมีทาสครึ่งหนึ่งและเสรีชนอีกครึ่งหนึ่ง” ทอมัส เจฟเฟอร์สันไม่สุดโต่งหรอกหรือที่กล่าวว่า “เราถือว่าความจริงเหล่านี้ประจักษ์ชัดในตัวอยู่แล้ว ว่ามนุษย์ถูกสร้างมาอย่างเท่าเทียมกัน” ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะสุดโต่งหรือไม่ แต่เราควรจะสุดโต่งแบบไหนต่างหาก เราจะสุดโต่งเพื่อความเกลียดชังหรือเราจะสุดโต่งเพื่อความรัก เราจะสุดโต่งเพื่อธำรงรักษาความอยุติธรรมไว้หรือเราจะสุดโต่งเพื่อเป้าหมายแห่งความยุติธรรม ในเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์บนเนินเขาคัลวารีมีชายสามคนถูกตรึงกางเขน เราต้องไม่ลืมว่าทั้งสามถูกตรึงกางเขนด้วยข้อหาเดียวกันคือเป็นพวกสุดโต่ง สองคนสุดโต่งในทางผิดศีลธรรมจึงตกต่ำกว่าสังคมแวดล้อมพวกเขา แต่อีกผู้หนึ่งคือพระเยซูเป็นผู้สุดโต่งเพื่อความรัก ความจริง และความดีจึงสูงส่งกว่าสังคมแวดล้อมของท่าน บางทีทางตอนใต้ ชาตินี้ และโลกใบนี้อาจต้องการพวกสุดโต่งเชิงสร้างสรรค์โดยด่วนก็เป็นได้

ผมหวังว่าคนผิวขาวฝ่ายเป็นกลางจะเห็นเช่นนี้ด้วย บางทีผมอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไป บางทีผมอาจจะคาดหวังมากเกินไป ผมคิดว่าผมควรจะตระหนักได้ว่าสมาชิกน้อยคนนักในหมู่เชื้อชาติผู้กดขี่จะเข้าใจหรือเห็นค่าเสียงครวญครางจากข้างในและความปรารถนาแรงกล้าของเชื้อชาติผู้ถูกกดขี่ และมีน้อยยิ่งกว่าที่มีวิสัยทัศน์พอจะเห็นว่าความอยุติธรรมจะต้องถูกถอนรากถอนโคนโดยปฏิบัติการที่เข้มแข็ง มุ่งมั่น และไม่ลดละ อย่างไรก็ตามผมก็ขอบคุณที่พี่น้องผิวขาวของเราบางคนเข้าใจความหมายของการปฏิวัติสังคมนี้และมุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อบรรลุเป้าหมาย พวกเขามีน้อยเกินไปด้านปริมาณทว่ามากด้วยคุณภาพ บางคนอย่างราล์ฟ แมคกิลล์ ลิลเลียน สมิท แฮร์รี่ โกลเด้น เจมส์ แมคไบรด์ แดบส์ แอนน์ เบรเด้น และแซราห์ แพตตัน บอยล์ ได้เขียนเรื่องการต่อสู้ของเราด้วยภาษาที่คมคาย ทำนายอนาคต และเข้าอกเข้าใจ ส่วนคนอื่น ๆ ออกมาเดินขบวนไปกับเราบนถนนไร้นามทางตอนใต้ นั่งยึดเคาน์เตอร์อาหารเที่ยงกับเราและนั่งไปกับเราบนรถประจำทางขับเคลื่อนเสรีภาพ อิดโรยไปกับเราในคุกโสโครกเต็มไปด้วยแมลงสาบ ทุกข์ทนไปกับเราจากการข่มเหงรังแกและกระทำทารุณของตำรวจผู้โกรธแค้นเห็นพวกเขาเป็น “พวกโสโครกรักไอ้มืด” พวกเขาไม่เหมือนกับพี่น้องผิวขาวฝ่ายเป็นกลางจำนวนมากเพราะพวกเขาตระหนักถึงความเร่งด่วนของช่วงเวลานี้และรู้สึกว่าจำเป็นต้องมียาแก้พิษฤทธิ์แรงคือ “การปฏิบัติ” เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายแห่งการแบ่งแยกสีผิวให้ได้

 

VI

ขอให้ผมได้เร่งพูดความผิดหวังอีกประการหนึ่ง ผมผิดหวังกับศาสนจักรและผู้นำศาสนาของคนผิวขาว แน่นอนว่ามีข้อยกเว้นเด่น ๆ บ้าง ผมตระหนักในข้อเท็จจริงดีว่าแต่ละท่านได้ยืนหยัดหนักแน่นอย่างสำคัญยิ่งในประเด็นปัญหานี้ ผมขอยกย่องท่านสาธุคุณสตอลลิงส์ว่ามีจุดยืนเยี่ยงชาวคริสต์ที่ดีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาซึ่งท่านได้ต้อนรับนิโกรให้เข้าไปทำพิธีด้วยกันในโบสถ์แบ๊บติสต์ของท่านโดยไม่มีการแบ่งแยกสีผิว ผมขอยกย่องผู้นำคาทอลิกของรัฐนี้ที่ให้คนผิวขาวและผิวดำเรียนร่วมกันในวิทยาลัยสปริงฮิลล์ได้เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้

ถึงแม้จะมีข้อยกเว้นที่น่าจดจำเหล่านี้แต่ผมขอพูดย้ำอย่างตรงไปตรงมาว่าผมผิดหวังกับศาสนจักร ผมไม่ได้พูดอย่างพวกนักวิจารณ์เชิงลบซึ่งสามารถหาข้อเสียของศาสนจักรได้เสมอ ผมพูดในฐานะศาสนาจารย์ผู้เผยแพร่คำสอนของพระเยซู ผู้รักศาสนจักรเพราะได้รับการเลี้ยงดูทะนุถนอมแนบอกและได้รับการค้ำจุนโดยพรศักดิ์สิทธิ์ และจะยังคงความภักดีต่อศาสนจักรจนชีวิตจะหาไม่

ความรู้สึกผิดหวังของผมเริ่มต้นเมื่อจู่ ๆ ผมก็ถูกผลักให้เป็นเป็นผู้นำการประท้วงการแบ่งแยกสีผิวบนรถประจำทางในเมืองมอนต์กอเมอรี รัฐแอละแบมาเมื่อหลายปีก่อน ผมรู้สึกว่าผมน่าจะได้รับการสนับสนุนจากศาสนจักรของคนผิวขาว ผมรู้สึกว่าศาสนาจารย์ บาทหลวง และผู้นำศาสนายิวผิวขาวทางตอนใต้จะมาร่วมเป็นพันธมิตรแข็งแกร่งที่สุดของผม แต่ทว่าพวกเขาบางคนกลับกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามของผมอย่างสิ้นเชิง ปฏิเสธไม่ยอมเข้าใจขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพซ้ำยังกล่าวเท็จใส่ความเหล่าผู้นำขบวนการอีกด้วย ส่วนอีกมากมายที่เหลือก็ระมัดระวังตัวมากกว่าจะกล้าหาญ นิ่งเงียบอยู่อย่างปลอดภัยและเย็นชาไร้ความรู้สึกเบื้องหลังกระจกสีหน้าต่างโบสถ์

ถึงแม้ว่าความฝันในอดีตของผมจะพังทลาย ผมก็ยังมาที่เมืองเบอร์มิงแฮมพร้อมความหวังว่าผู้นำทางศาสนาผิวขาวของชุมชนแห่งนี้จะเห็นว่าเป้าหมายของเรานั้นยุติธรรม และจะมีความห่วงใยทางศีลธรรมอย่างลึกซึ้งจนยอมช่วยเป็นช่องทางให้การร้องทุกข์ที่ชอบธรรมของเราไปถึงโครงสร้างแห่งอำนาจได้ ผมหวังว่าแต่ละท่านจะเข้าใจผม ทว่านี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมต้องผิดหวัง

ผมได้ยินผู้นำทางศาสนาจำนวนมากทางตอนใต้เตือนให้ผู้ศรัทธาทำตามคำตัดสินให้ยกเลิกการแบ่งแยกสีผิวเพราะว่าเป็นกฏหมาย แต่ผมอยากได้ยินบรรดาบาทหลวงผิวขาวพูดว่า “จงทำตามคำพิพากษานี้เพราะการอยู่ร่วมกันของคนผิวขาวและผิวดำถูกต้องทางศีลธรรม และเพราะนิโกรก็คือพี่น้องของพวกท่าน” ต่างหาก ท่ามกลางความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับนิโกรอย่างโจ่งแจ้ง ผมกลับเห็นบรรดาผู้นำทางศาสนาผิวขาวยืนดูอยู่ขอบสนามและทำเพียงพูดพล่ามซ้ำซากเรื่องศีลธรรมนอกประเด็นและเรื่องศักดิ์สิทธิ์ปลีกย่อยไร้สาระอย่างเสแสร้งและมือถือสากปากถือศีลเท่านั้น ท่ามกลางการต่อสู้ใหญ่หลวงเพื่อขจัดความอยุติธรรมทั้งทางเศรษฐกิจและทางสีผิวออกไปจากชาติของเราผมกลับได้ยินศาสนาจารย์หลายคนพูดว่า “นั่นเป็นประเด็นทางสังคม ไม่เกี่ยวข้องกับคำสอนของพระเยซู” และผมยังได้เห็นโบสถ์หลายแห่งที่มุ่งมั่นนำตนเองไปสู่ความศรัทธาในโลกหน้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งก่อให้เกิดการแบ่งแยก ที่แปลกประหลาดระหว่างกายกับจิต ระหว่างเรื่องศักดิ์สิทธิ์กับเรื่องโลกวิสัย อันผิดไปจากพระคัมภีร์

แล้วเราก็มาอยู่ที่นี่ เคลื่อนที่ไปสู่ทางออกของศตวรรษที่ยี่สิบพร้อมกับชุมชนทางศาสนาที่ส่วนใหญ่ปรับตัวให้เข้ากับสถานะเดิม มีจุดยืนดังเช่นไฟท้ายที่คอยตามหน่วยงานในชุมชนอื่น ๆ อยู่ร่ำไปแทนที่จะเป็นไฟหน้าที่คอยส่องนำทางมนุษย์ไปสู่ความยุติธรรมในระดับที่สูงกว่า

ผมได้เดินทางไปทั่วทุกพื้นที่ของรัฐแอละแบมา รัฐมิสซิสซิปปี และรัฐตอนใต้อื่น ๆ ทั้งหมด ในวันอันร้อนระอุของฤดูร้อนและในเช้าอันสดชื่นของฤดูใบไม้ร่วงผมมองเห็นบรรดาโบสถ์อันงดงามของรัฐตอนใต้ ยอดแหลมของพวกมันชี้สูงทะนงไปยังสวรรค์ ผมได้เห็นเค้าโครงน่าทึ่งของอาคารสอนศาสนาใหญ่มหึมาหลายแห่ง ผมตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า  “คนประเภทไหนที่สักการะบูชา ณ ที่แห่งนี้ ใครคือพระเจ้าของพวกเขา เสียงของพวกเขาอยู่ไหนเมื่อผู้ว่าการรัฐบาร์เน็ตต์กล่าวถ้อยคำที่เต็มไปด้วยการแทรกแซงคำสั่งศาลและไม่ยอมรับกฎหมายของสหพันธรัฐ พวกเขาอยู่ไหนเมื่อผู้ว่ารัฐวอลเลซกล่าวเรียกร้องให้ท้าทายอำนาจศาลและก่อความเกลียดชัง เสียงสนับสนุนของพวกเขาอยู่ไหนเมื่อนิโกรชายหญิงที่อิดโรยและฟกช้ำตัดสินใจลุกขึ้นมาจากคุกมืดของการหลงตายใจในสภาพที่เป็นอยู่ สู่เนินเขาสว่างสดใสแห่งการประท้วงอย่างสร้างสรรค์”

ใช่แล้ว คำถามเหล่านี้ยังคงติดอยู่ในใจผม ผมร้องไห้เสียใจกับความหย่อนยานของศาสนจักรด้วยความผิดหวังอย่างสุดซึ้ง แต่รับรองได้เลยว่าน้ำตาของผมเป็นน้ำตาแห่งความรัก เพราะจะไม่มีความผิดหวังอย่างสุดซึ้งได้เลยหากปราศจากความรักอันสุดซึ้งด้วย ใช่แล้ว ผมรักศาสนจักร จะไม่เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรเล่าในเมื่อผมอยู่ในตำแหน่งค่อนข้างพิเศษ คือเป็นทั้งลูก หลาน และเหลนของนักเทศน์ ใช่แล้ว ผมเห็นศาสนจักรในฐานะกายของพระคริสต์ แต่อนิจจา เรากลับทำให้กายของพระองค์แปดเปื้อนและเป็นแผลผ่านการปล่อยปละละเลยทางสังคมและความกลัวไม่กล้าสวนกระแส

กาลครั้งหนึ่งศาสนจักรเคยเรืองอำนาจมาก ในยุคที่ชาวคริสต์รุ่นแรก ๆ รู้สึกปีติยินดีที่ถูกตัดสินว่ามีค่าพอให้ทนทุกข์ทรมานเพื่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อ ในยุคนั้นศาสนจักรไม่ได้เป็นแค่มาตรวัดอุณหภูมิที่คอยบันทึกแนวคิดและหลักการของมติมหาชนเท่านั้น หากยังเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิซึ่งเปลี่ยนแปลงจารีตประเพณีของสังคมด้วย เมื่อใดก็ตามที่ชาวคริสต์ยุคแรกเข้าสู่เมืองโครงสร้างแห่งอำนาจจะปั่นป่วนและพยายามตัดสินลงโทษพวกเขาว่าเป็น “ผู้ก่อความไม่สงบ” และ “คนนอกที่เข้ามาปลุกปั่น” ในทันที แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าต่อไปด้วยความมุ่งมั่นว่าตนเป็น “ชาวนิคมสวรรค์” และต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์ พวกเขามีจำนวนน้อยแต่มีความมุ่งมั่นที่ยิ่งใหญ่ พวกเขารู้สึกเบิกบานใจจากพระเจ้าเกินกว่าจะถูกทำให้ “หวาดกลัวอย่างมหาศาล” ได้ ด้วยความพยายามและการประพฤติตนเป็นแบบอย่างทำให้พวกเขายุติความชั่วร้ายแต่โบราณเช่นการฆ่าทารกและการแข่งขันต่อสู้จนถึงตายให้หมดไปได้ในที่สุด

ทุกวันนี้สิ่งต่าง ๆ แตกต่างออกไป บ่อยครั้งที่ศาสนจักรในปัจจุบันเป็นเสียงที่อ่อนแอไร้ผล เปล่งออกมาอย่างขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่แน่นอน บ่อยครั้งที่ศาสนจักรเป็นผู้สนับสนุนสำคัญให้ธำรงรักษาสถานะเดิม โครงสร้างแห่งอำนาจในชุมชนโดยทั่วไปหาได้ถูกปั่นป่วนจากการดำรงอยู่ของศาสนจักรอีกแล้ว แต่กลับได้รับการปลอบประโลมจากศาสนจักรโดยการสนับสนุนสภาพที่เป็นอยู่ด้วยการนิ่งเงียบหรือแม้แต่ด้วยเสียงดังกึกก้องบ่อยครั้ง

ไม่เคยมีมาก่อนที่คำพิพากษาของพระเจ้าใกล้จะมาถึงศาสนจักรเช่นนี้ ถ้าศาสนจักรในวันนี้ไม่หวนกลับไปยึดกุมจิตวิญญาณการเสียสละของศาสนจักรยุคแรกก็จะสูญเสียแก่นแท้ สูญเสียความภักดีของคนนับล้าน และถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงสโมสรทางสังคมที่ไร้ความสำคัญและไร้ความหมายในศตวรรษที่ยี่สิบ ทุก ๆ วันผมพบคนหนุ่มสาวผู้ที่ความผิดหวังต่อศาสนจักรเพิ่มขึ้น ๆ จนแปรเปลี่ยนเป็นความขยะแขยงโดยสมบูรณ์

บางทีผมอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไปอีกครั้ง องค์กรทางศาสนาผูกพันกับสถานะเดิมอย่างแยกไม่ออกเกินกว่าจะช่วยชาติและโลกของเราหรือเปล่า บางทีผมอาจจะต้องหันไปศรัทธาโบสถ์ทางจิตวิญญาณที่อยู่ภายในซึ่งเป็นโบสถ์ภายในโบสถ์อีกทีหนึ่งในฐานะศาสนสถานที่แท้และความหวังของโลก แต่อีกครั้งที่ผมรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่มนุษย์ผู้มีจิตประเสริฐบางคนจากภายในองค์กรทางศาสนาสามารถหลุดออกจากโซ่ตรวนแห่งการทำตามกระแสและเข้าเป็นพรรคพวกร่วมเคลื่อนไหวกับเราในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ พวกเขาละทิ้งการรวมตัวในโบสถ์ที่ปลอดภัยมาเดินขบวนบนถนนเมืองออลบานี รัฐจอร์เจียกับเรา พวกเขานั่งรถประจำทางไปตามทางหลวงทางตอนใต้บนเส้นทางคดเคี้ยวเพื่อขับเคลื่อนเสรีภาพ ใช่แล้ว พวกเขาเข้าคุกกับเราด้วย บางคนถูกปลดออกจากโบสถ์ สูญเสียการสนับสนุนจากมุขนายกและเพื่อนศาสนาจารย์ แต่พวกเขาก็ได้แสดงออกด้วยศรัทธาว่าความถูกต้องแม้จะพ่ายแพ้ก็ยังแข็งแกร่งกว่าความชั่วร้ายที่มีชัย พวกเขาเป็นเหมือนหัวเชื้อที่กระตุ้นให้คนเชื้อชาติเดียวกันลุกขึ้นตาม การประกาศศรัทธาของพวกเขาเปรียบได้กับเกลือแห่งจิตวิญญาณที่คอยถนอมรักษาความหมายที่แท้จริงของคำสอนของพระเยซูไว้ในช่วงเวลายากลำบากนี้ พวกเขาขุดอุโมงค์แห่งความหวังทะลุผ่านภูเขาดำมืดแห่งความผิดหวัง

ผมหวังว่าศาสนจักรทั้งหมดจะร่วมกันเผชิญการทดสอบแห่งช่วงเวลาชี้ขาดนี้ แต่ถึงแม้ว่าศาสนจักรจะไม่ได้เข้ามาช่วยให้เกิดความยุติธรรมผมก็ไม่สิ้นหวังต่ออนาคตแต่อย่างใด ผมไม่กลัวผลลัพธ์ของการต่อสู้ของเราที่เมืองเบอร์มิงแฮมแม้ว่าตอนนี้เหตุจูงใจของเราจะถูกเข้าใจผิดไปก็ตาม เราจะบรรลุเป้าหมายแห่งเสรีภาพทั้งในเมืองเบอร์มิงแฮมและตลอดทั่วทั้งชาติ นั่นก็เพราะเป้าหมายของอเมริกาคือเสรีภาพ เราอาจถูกข่มเหงรังแกและดูหมิ่นเหยียดหยามทว่าสุดท้ายแล้วชะตาของเรานั้นผูกพันกับชะตาของอเมริกา เราอยู่ที่นี่ก่อนผู้แสวงบุญจะมาขึ้นบกที่พลิมัท เราอยู่ที่นี่ก่อนเจฟเฟอร์สันจะจรดปากกาเขียนถ้อยคำอันสูงส่งของคำประกาศอิสรภาพลงทั่วหน้าประวัติศาสตร์ เป็นเวลากว่าสองร้อยปีที่บรรพบุรุษของเราทำงานหนักในประเทศนี้โดยไม่ได้ค่าตอบแทน สร้างคนให้เป็นราชาผ้าฝ้าย สร้างบ้านให้เจ้านายโดยต้องทนทุกข์ทรมานกับความอยุติธรรมอันทารุณและการดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างน่าอดสูไปในขณะเดียวกัน แต่ด้วยกำลังกายและกำลังใจไม่รู้จักหมดบรรพบุรุษของเราก็ยังคงเจริญเติบโตและพัฒนา ถ้าความโหดร้ายเกินบรรยายของระบบทาสไม่อาจหยุดยั้งเราแล้วฝ่ายต่อต้านที่เราเผชิญหน้าอยู่ขณะนี้จะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน เราจะชนะและได้เสรีภาพมาเพราะมรดกอันศักดิ์สิทธิ์ของชาติเราและเจตจำนงอันเป็นนิรันดร์ของพระเจ้าได้ปรากฏเป็นจริงในเสียงเรียกร้องที่ก้องดังอย่างต่อเนื่องของเรา

ผมต้องจบจดหมายเสียที แต่ก่อนจะจบนั้นผมถูกผลักดันให้ต้องพูดอีกประเด็นในแถลงการณ์ของพวกท่านซึ่งทำให้ผมไม่สบายใจมาก นั่นคือการที่พวกท่านชื่นชมกองกำลังตำรวจเมืองเบอร์มิงแฮมด้วยไมตรีจิตที่ได้รักษา “ระเบียบ” และ “ป้องกันความรุนแรง” ผมไม่เชื่อว่าพวกท่านจะชื่นชมกองกำลังตำรวจด้วยไมตรีจิตเช่นนี้แน่หากพวกท่านเห็นสุนัขตำรวจฝังคมเขี้ยวใส่นิโกรหกคนผู้ปราศจากอาวุธและใช้สันติวิธี ผมไม่เชื่อว่าพวกท่านจะรีบชื่นชมเหล่าตำรวจได้หากพวกท่านสังเกตเห็นพวกเขาปฏิบัติต่อนิโกรอย่างน่ารังเกียจและไร้มนุษยธรรมในคุกของเมืองนี้ หากพวกท่านเฝ้าดูพวกเขาผลักและสบถด่าหญิงชราและเด็กหญิงนิโกร หากพวกท่านเห็นพวกเขาตบและเตะชายชราและเด็กชายนิโกร หรือหากท่านสังเกตเห็นพวกเขาปฏิเสธไม่ยอมให้อาหารเราเพราะเราต้องการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าร่วมกันดังที่พวกเขาได้ทำมาสองครั้งแล้ว ดังนั้นผมจึงไม่อาจร่วมสดุดีกรมตำรวจเมืองเบอร์มิงแฮมกับพวกท่านได้

จริงอยู่ที่พวกตำรวจค่อนข้างมีระเบียบวินัยระดับหนึ่งในการจัดการผู้ชุมนุมในที่สาธารณะ ในแง่นี้พวกเขาได้ใช้ “สันติวิธี” โดยเปิดเผย แต่เพื่อวัตถุประสงค์อะไรเล่า ก็เพื่อธำรงรักษาระบบที่ชั่วร้ายของการแบ่งแยกสีผิวไว้ ไม่กี่ปีมานี้ผมเทศน์เสมอมาว่าสันติวิธีจำเป็นต้องใช้วิธีที่บริสุทธิ์เช่นเดียวกับเป้าหมายที่เราแสวงหา ดังนั้นผมจึงพยายามอธิบายให้ชัดเจนว่าการใช้วิธีที่ผิดศีลธรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่มีศีลธรรมเป็นสิ่งผิด แต่ขณะนี้ผมต้องยืนยันด้วยว่าการใช้วิธีการที่มีศีลธรรมเพื่อธำรงรักษาเป้าหมายที่ผิดศีลธรรมไว้ก็ผิดเช่นกันหรืออาจยิ่งผิดมากกว่าด้วย บางทีนายคอนเนอร์และตำรวจใต้บังคับบัญชาของเขาอาจรักสันติพอสมควรในที่สาธารณะ เช่นเดียวกับหัวหน้าตำรวจพริตเชตต์แห่งเมืองออลบานี รัฐจอร์เจีย แต่พวกเขาต่างก็ใช้วิธีการที่มีศีลธรรมคือสันติวิธีเพื่อธำรงรักษาเป้าหมายที่ผิดศีลธรรมคือความอยุติธรรมทางสีผิวที่เห็นได้ชัดเอาไว้ ดังที่ ที.เอส. เอลเลียตได้กล่าวไว้ว่า “สิ่งยั่วยวนใจสิ่งสุดท้ายคือการทรยศอันยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือการทำสิ่งถูกต้องเพื่อเหตุผลที่ผิด”

ผมอยากเห็นพวกท่านชื่นชมนิโกรผู้ประท้วงและนั่งยึดพื้นที่แห่งเมืองเบอร์มิงแฮมบ้างสำหรับความกล้าหาญอันประเสริฐ ความสมัครใจยอมทนทุกข์ และความมีวินัยอย่างน่าอัศจรรย์ท่ามกลางการยั่วยุอย่างไร้มนุษยธรรมที่สุด สักวันหนึ่งทางตอนใต้จะสำนึกถึงวีรบุรุษและวีรสตรีที่แท้จริงของตน คนอย่างเจมส์ เมเรดิทผู้กล้าหาญและมีความตระหนักอันสูงส่งในเป้าหมาย ผู้เผชิญหน้าฝูงชนที่มุ่งร้ายและเยาะเย้ยถากถาง ผู้ต้องทนอยู่อย่างอ้างว้างเดียวดายจนน่าเจ็บปวดอันเป็นลักษณะเฉพาะของชีวิตผู้ริเริ่มทำสิ่งต่าง ๆ เป็นคนแรก คนอย่างผู้หญิงนิโกรสูงวัยผู้ถูกกดขี่และถูกทุบตีมา ซึ่งแสดงให้เห็นโดยผู้หญิงวัยเจ็ดสิดสองปีในเมืองมอนต์กอเมอรี รัฐแอละแบมา ผู้ลุกขึ้นเพราะตระหนักในเกียรติของตนและตัดสินใจพร้อมกับประชาชนคนอื่น ๆ ว่าจะไม่ยอมนั่งรถประจำทางที่แบ่งแยกสีผิว และตอบคนที่ถามเรื่องความเหนื่อยล้าของเธอด้วยประโยคที่ไม่ถูกหลักไวยากรณ์แต่ลึกซึ้งว่า “เท้าของฉันเหนื่อยล้า แต่จิตวิญญาณของฉันได้พัก” คนอย่างเด็กหนุ่มสาวนักเรียนชั้นมัธยมปลายและนักศึกษาในวิทยาลัย ศาสนาจารย์หนุ่มผู้เผยแพร่คำสอนของพระเยซู และผู้อาวุโสอีกจำนวนมากที่นั่งยึดเคาน์เตอร์อาหารเที่ยงด้วยความกล้าหาญและสันติวิธีและสมัครใจเข้าคุกเพื่อมโนธรรมของพวกเขา สักวันหนึ่งทางภาคใต้จะรู้ว่าการที่เด็กของพระเจ้าผู้ถูกตัดสิทธิ์เหล่านี้ได้นั่งลงที่เคาท์เตอร์อาหารเที่ยงนั้นในความเป็นจริงแล้วพวกเขากำลังยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิ่งดีที่สุดในความฝันแบบอเมริกันและคุณค่าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในมรดกของชาวคริสต์และชาวยิว ดังนั้นนี่จึงเป็นการพาชาติของเรากลับมาสู่บ่อน้ำใหญ่ของประชาธิปไตยซึ่งถูกขุดลึกลงไปโดยเหล่าบิดาผู้ก่อตั้งประเทศในระหว่างการบัญญัติรัฐธรรมนูญและการประกาศอิสรภาพ

ผมไม่เคยเขียนจดหมายยาวขนาดนี้มาก่อนเลย (หรือจะเรียกว่าหนังสือดี) ผมเกรงว่าอาจจะยาวเกินไปและกินเวลาที่มีค่าของพวกท่านมากเกินไป ผมรับรองกับท่านเลยว่าจดหมายจะสั้นกว่านี้มากหากผมได้เขียนในโต๊ะที่สะดวกสบาย แต่คนคนหนึ่งจะทำอะไรมากกว่านี้ได้เล่าเมื่อต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวซ้ำซากจำเจหลายวันในห้องขังแคบ ๆ นอกจากจะเขียนจดหมายยาว ๆ ครุ่นคิดเรื่องยาว ๆ และสวดภาวนาบทยาว ๆ เท่านั้น

หากผมเขียนอะไรในจดหมายฉบับนี้ที่เล่าเรื่องเกินจริงและบ่งบอกว่าผมไม่อดทนโดยไม่มีเหตุผลแล้วผมก็ขอให้พวกท่านอภัยให้ผมด้วย หากผมเขียนอะไรในจดหมายฉบับนี้ที่เล่าเรื่องน้อยกว่าความเป็นจริงและบ่งบอกว่าผมอดทนมากเกินไปจนยอมทนรับสิ่งที่ต่ำกว่าภราดรภาพได้แล้วผมก็ขอให้พระเป็นเจ้าอภัยให้ผมด้วย

ผมหวังว่าจดหมายนี้จะไปถึงคุณด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ผมยังหวังอีกด้วยว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะทำให้ผมสามารถไปพบพวกท่านได้ทุกคนในไม่ช้า ไม่ใช่ในฐานะของผู้สนับสนุนการอยู่ร่วมกันของคนผิวขาวและผิวดำหรือในฐานะของผู้นำด้านสิทธิพลเมือง แต่ในฐานะมิตรสหายนักบวชและพี่น้องชาวคริสต์ ขอให้เราทุกคนเชื่อว่าเมฆดำมืดของอคติทางเชื้อชาติจะเคลื่อนออกไปโดยไว และหมอกหนาทึบของการผิดใจกันจะจางไปจากชุมชนที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเราในไม่ช้า และในอนาคตอันใกล้ดวงดาราจรัสแสงแห่งความรักและภราดรภาพจะสาดแสงระยิบระยับงดงามไปทั่วชาติที่ยิ่งใหญ่ของเรา

เพื่อสันติภาพและภราดรภาพ

มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์.

“ตัวข้าไซร้ ไร้ศัตรู” หนังสือตีแผ่เผด็จการคอมมิวนิสต์จีน โดยหลิว เสี่ยวโป ครั้งแรกในภาษาไทย

ผมรู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่จะบอกว่า “ตัวข้าไซร้ ไร้ศัตรู” หนังสือที่ผมและเพื่อนนิสิตจุฬาฯร่วมกันแปล ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ตอนนี้ (พฤศจิกายน 2018) หนังสือเล่มนี้ได้ตีพิมพ์ออกมาแล้ว

หน้าปกหนังสือ “ตัวข้าไซร้ ไร้ศัตรู:คัดสรรบทความของหลิว เสี่ยวโป” ฉบับภาษาไทย

ไม่มีช่วงเวลาใดที่ประเทศไทยจะเหมาะกับหนังสือเล่มนี้ เท่ากับช่วงเวลาขณะปัจจุบันที่เราอยู่ภายใต้รัฐเผด็จการทหาร ที่สมรู้ร่วมคิดได้รับการสนับสนุนจากจักรวรรดิจีน นำโดยสี จิ้นผิง ที่ผงาดขึ้นมา คนไทยควรจะรู้เท่าทัน และรู้ว่าคนจีนกำลังเผชิญอะไรอยู่ในขณะนี้

 

“หลิว เสี่ยวโป เป็นผู้รักสันติภาพ เป็นนักสู้ และเป็นนักรัก น้อยคนนักที่จะแย้งได้ว่าหลิวเป็นหนึ่งในประชาชนจีนที่รักชาติมากที่สุด – ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนจะชักจูงโน้มน้าวเป็นอื่นก็ตาม เพียงเพราะหลิวไม่ได้กระทำตามหลักเกณฑ์ของรัฐบาลอย่างมืดบอด ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้รักประเทศของเขา… สิ่งที่ตัวผมเองได้เผชิญมาในฐานะนักโทษการเมืองนั้นไม่สามารถเทียบกับสิ่งที่หลิว เสี่ยวโปเผชิญมาได้เลย ทั้งนี้เขาได้เป็นดุจประทีปส่องทางในขณะที่ผมถูกจองจำอยู่ในคุก ความกล้าหาญและความรักของเขามิอาจถูกสกัดกั้นไว้ได้ถึงแม้เขาต้องเผชิญกับอุปสรรคมามากมายก็ตาม”

โจชัว หว่อง

จริงๆ แล้ว หลิว เสี่ยวโป คงเป็นแค่ตัวแทนของมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งซึ่งตื่นเช้ามามองหน้าตัวเองในกระจกแล้วไม่ต้องหลบตา และตกกลางคืนก็นอนหลับได้โดยไม่รู้สึกติดค้างอะไรกับใครในโลกใบนี้ ดูเหมือนเป็นเรื่องอันแสนจะสามัญธรรมดา แต่ในโลกที่บิดเบี้ยวและสังคมมนุษย์ที่กลับหัวกลับหางดังที่เป็นอยู่บนพื้นผิวส่วนใหญ่ของดาวโลก ณ ทุกวันนี้ เพียงแค่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องก่อความทุกข์ทรมานหรือสนับสนุนความอยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับเพื่อนมนุษย์หรือเพื่อนร่วมโลกก็ควรจะนับเป็นเหตุสำคัญในการได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพได้แล้ว ในสังคมที่รัฐบาลเผด็จการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมืองอย่างรุนแรงป่าเถื่อน และเหล่านายทุนอ้างผลประโยชน์ในการสนับสนุนอำนาจอาธรรม์ของผู้ปกครอง มนุษย์โลกธรรมดาๆ คนหนึ่งซึ่งไม่มีทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ซื้อกันมาด้วยราคาแพงกว่าความอยู่ดีกินดีของประชาชน และไม่มีทุนทรัพย์อเนกอนันต์อย่างนายทุนที่เห็นค่าของกำไรและดอกเบี้ยมากความศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเพื่อนร่วมสังคมนั้น เราคงไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากจะยืนหยัดอยู่ข้างความจริง ซื่อตรงต่ออุดมการณ์ทั้งความเชื่อทางศาสนาในโลกส่วนต่อและจรรยาบรรณในวิชาชีพในโลกการทำงาน รักและเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเพื่อนสังคมมนุษย์ทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน และแม้เราจะทำได้เพียงเท่านี้ซึ่งแสนจะเล็กน้อยเสียเหลือเกิน แต่มันก็คงมากพอที่จะทำให้เราต้องประสบปัญหาการต่อต้าน การควบคุม การข่มขู่คุกคามจากผู้มีอำนาจอาธรรม์ทั้งหลาย มันอาจจะทำให้เราไม่เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มันอาจจะทำให้เราถูกกลั่นแกล้ง ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล มันอาจจะทำให้เราต้องถูกจองจำในนิวาสสถานหรือถูกจำคุก และท้ายที่สุดแล้วมันอาจกลายเป็นจุดจบของการมีชีวิตอยู่ของเราเลยก็ได้ แต่สุดท้ายแล้ว…ทั้งหมดนั้นคุ้มค่า เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ความเป็นมนุษย์นั้นงดงาม และความสามารถที่จะมองหน้าตัวเองในกระจกได้โดยไม่ต้องหลบตานั้นคือพรอันประเสริฐที่สุดที่เรามีโอกาสจะได้รับมาในชีวิตหนึ่ง ถ้าเราจะรู้จักดำเนินชีวิตในแบบที่จะทำให้เราสู้หน้าตัวเองได้ ความยากลำบากทั้งมวลก็คุ้มที่ต่อสู้ และความเลวร้ายทั้งมวลของสังคมโลกนี้ก็ยังคุ้มที่เราจะมีชีวิตอยู่”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วาสนา วงศ์สุรวัฒน์

อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลิวเสี่ยวโปเป็นตัวอย่าง โดยที่เขาหันไปในทางอหิงสธรรมนั้น ถือได้ว่าเป็นแนวทางที่พวกเราทุกคน ควรเรียนรู้และนำมาประพฤติปฏิบัติให้ได้ ไม่ใช่เพื่อความเป็นไทในสยามเท่านั้น หากอาจโยงใยไปยังประเทศ อื่นๆในภูมิภาคนี้ จนรวมถึงจีนด้วยก็ได้

ส.ศิวรักษ์

 

คนไทยทุกคนควรอ่านครับ

หากท่านใดสนใจสนับสนุนหนังสือเล่มนี้ สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://samyanpress.bentoweb.com/th/product/461890/product-461890?category_id=98560

เป็นการสนับสนุนพวกเรา นักศึกษาให้พิมพ์หนังสือออกมาอีก

เป็นการสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยในประเทศจีนทางอ้อมด้วยครับ

 

 

 

 

คำกล่าวแนะนำปาฐกงาน 42 ปี 6 ตุลาฯชาวจุฬามองอนาคต: ฟาห์มิ เรซา ปาฐกในหัวข้อ “ศิลปะยืนยาว เผด็จการอายุสั้น”

Fahmi Reza at Chulalongkorn University

สวัสดีครับทุกคน

วันนี้เรามีแขกสำคัญที่สุดอยู่ที่นี่ นั่นก็คือ ฟาห์มิ เรซา เพื่อนของผม นักเคลื่อนไหวจากมาเลเซีย เขาได้รับรางวัลจำนวนมากมาย อาทิ รางวัลสารคดียอดเยี่ยมที่สุดในประเภทสิทธิมนุษยชน และได้เข้ารอบชิงรางวัลเสรีภาพแห่งการแสดงออก แต่ก็มีคนไทยน้อยคนจะรู้จักเขา พวกเราส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับนักเคลื่อนไหวนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง คนอาเซียนนั้นเรามีลักษณะคล้ายกันในหลายมิติ ในวิถีชีวิตของพวกเรา ไม่ต้องเอ่ยถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ด้วย

ถ้าเราเข้าใจเพื่อนบ้านเรามากเท่าไหร่ เราก็จะเข้าใจตัวเราเองง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน ถ้าเราเรียนรู้เพื่อเข้าใจว่าทำไมประเทศเพื่อนบ้านเราดีกว่า ล้มเผด็จการลงได้ เราก็อาจจะทำได้ในประเทศของเราเหมือนกัน

ฟาห์มิยังเป็นคนมีความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งคนไทยบางทียังไม่มีความรู้เทียบเท่าเขาเลย เขาบอกผมว่าเราโชคดีมากที่มีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่นี้ วันที่ประชาชนได้รับชัยชนะ ผมหวังว่าคนไทยในปัจจุบันจะคิดเหมือนเขาเช่นกันนะ

วันนี้คนในห้องอาจจะน้อย แต่เราจะบันทึกไว้ทั้งหมด เพราะวันนี้ในแง่ประวัติศาสตร์แล้วจะเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์วันหนึ่ง สิ่งที่เขาจะพูด จะบอกเรา ทุกสิ่งจะเป็นสิ่งที่เราต้องเอามาใช้ในอนาคต

ไม่ให้เสียเวลา เขาอยู่ที่นี่แล้ว ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่แนะนำเขาต่อพวกท่าน ทุกท่านครับ

เพื่อนของผม ฟาห์มิ เรซา

วันที่ 14 ตุลาคม 2561

Hello, everybody.

Today, we have a very special lecturer –Mr. Fahmi Reza, my fellow activist from Malaysia. He had received many awards such as the Most Outstanding Human Rights Film award for his documen

tary and the finalist for Freedom of Expressions award. However, he is not well-known among Thais. We are more familiar with other activists outside our ASEAN. In reality, the people of ASEAN bear many similar common grounds in our ways of lives, not to mention of abusing rights of people that is negative common which we has been shared. If we understand more about our neighbors, we would understand ourselves more easily. Similarly, if we learn more and work to understand how they are able to change their countries to be better, to overthrow corrupt regime in their country, then we might be able to do so in ours. Fahmi has a deep understanding also of our October 14th incident in 1973, which still some Thais not know comparing to him. He appreciated much our fighting in that day, and he said we were very fortunate to have this history – the victory of people. I hope this attitude shared with our fellow citizens nowadays. Today, there might not be too many people in this meeting room, but the whole session will be recorded. Today, in the historical perspective, will be another important day in our history. The talks he will give us now, the things he will say, everything will be of use to us, citizens of Thailand. Hereby, it is my great honor to present to you; my friend, Mr. Fahmi Reza

Netiwit Chotiphatphaisal

14/10/2018

Political Science Faculty, Chulalongkorn University